Get Adobe Flash player
ยินดีต้อนรับสู่ วัดบางกร่าง ต.บางกร่าง อ.เมือง จ.นนทบุรี

ไม่มีหมวดหมู่

ขอเชิญร่วมพิธียกฉัตรถวายพระประธานในอุโบสถ

ยกฉัตรพระประธาน

ยกฉัตรพระประธาน

 

ถวายฉัตร

อานิสงส์การถวายฉัตร

งานพิธีครอบครูไหว้ครู

ขอเชิญร่วมพิธีไหว้ครูครอบครูประจำปีพ.ศ.๒๕๕๗
ณ วัดบางกร่าง  ต.บางกร่าง  อ.เมือง  จ.นนทบุรี
วันที่ ๑๖ สิงหาคม  พ.ศ.๒๕๕๗

นิมิตฺตํ สาธุ รูปานํ กตญฺญูกตเวทิตา

กตัญญูรู้คุณท่านสำคัญนัก              นี้เป็นหลักคนดีมีครบถ้วน
ตอบแทนท่านให้งามตามสมควร              คนดีล้วนใจมั่นกตัญญู

วันเสาร์ที่ ๑๖ สิงหาคม  ๒๕๕๗

เวลา ๑๐.๐๐ น.                        พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ธัมมจักกัปปวัตนสูต

เวลา ๑๑.๓๐ น.           ประกอบพิธีบวงสรวงเทพยดา

เวลา ๑๑.๕๕ น.          ประกอบพิธีไหว้ครูครอบครู

เวลา ๑๙.๐๐ น.            จุดเทียนชัยพุทธาภิเษก  จุดเทียนเสริมดวง

จึงขอเชิญชวนท่านทั้งหลายเข้าร่วมพิธีไหว้ครูครอบครูประจำปี เพื่อเป็นการเสริมสร้างศิริมงคล สร้างกำลังใจและสร้างความมั่นใจในการดำเนินชีวิตประกอบกิจการงาน สามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆได้โดยง่าย ประสพความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

 DSCN0408


DSCN0447DSCN0420 DSCN0423 DSCN0435

ขอเชิญร่วมบริจาคเพื่อไถ่ชีวิตโค กระบือ

ขอเชิญร่วมบริจาคเพื่อไถ่ชีวิตโค กระบือ
ทุกเดือน กุมภาพันธ์ ของทุกปี
ที่วัดบางกร่างนนทบุรี นนทบุรี

โทร 02-446-2986
เพื่อสมทบเข้าโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ
หมายเลขบช. พระศิริชัย อ่ำเผือก ธ.กสิกรไทย สาขาตลาดเจ้าพระยา บางใหญ่
เลข บัญชี 382-2-38249-4

ไถ่ชีวิตโคกระบือ

ไถ่ชีวิตโคกระบือ

SAM_4008 SAM_3990 SAM_3991 SAM_3994 SAM_3996 SAM_3997 SAM_3999 SAM_4001 SAM_4002 SAM_4004 SAM_4005 SAM_4006 SAM_4007

ธรรมที่บรรพชิตควรพิจารณาเนื่องๆ ๑๐ อย่าง

 ธรรมที่บรรพชิตควรพิจารณาเนื่องๆ ๑๐ อย่าง

๑      บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆว่า  บัดนี้เรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์แล้ว  อาการกิริยาใดๆของสมณะ เราต้องทำอาการกิริยานั้นๆ

๒     บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆว่า    ความเลี้ยงชีวิตของเราเนื่องด้วยผู้อื่น  เราควรทำตัวให้เขาเลี้ยงง่าย

๓      บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆว่า    อาการกายวาจาอย่างอื่น  ที่เราจะต้องทำให้ดีขึ้นไปกว่านี้  ยังมีอยู่อีก  ไม่ใช่เพียงเท่านี้

๔       บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆว่า  ตัวของเราเองติเตียนตัวเราเองโดยศีลได้หรือไม่

๕      บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆว่า    ผู้รู้ใคร่ครวญแล้วติเตียนเราได้หรือไม่

๖       บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆว่า  เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งนั้น

๗     บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆว่า    เรามีกรรมเป็นของตัว  เราทำดีจักได้ดี  ทำชั่วจักได้ชั่ว

๘       บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆว่า    วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่

๙       บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆว่า    เรายินดีในที่สงัดหรือไม่

๑๐     บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆว่า  คุณวิเศษของเรามีอยู่หรือไม่  ที่จะให้เราเป็นผู้ไม่เก้อเขินในเวลาเพื่อน                   บรรพชิตถาม

ในกาลภายหลัง


พระสุวรรณสาม คำกลอน

เรื่องพระสุวรรณสาม คำกลอน

คำกลอนประพันธ์โดย พลตรีพิจิตร      ขจรกล่ำ

ตอนอาศรมฤาษีใกล้แม่น้ำมิคสัมมตาในหิมวันตประเทศ

                          ชาดกสุวรรณสามองค์ความรู้                              บันทึกอยู่คู่กับพระศาสนา
             ชาติที่สองเรื่องเก่าท่านเล่ามา                                           กาลเวลาพ้นผ่านเนิ่นนานปี
                         มีนักพรตอยู่ใกล้ชิดสนิทกัน                                ในหิมวันตประเทศเขตฤาษี
             ใกล้แม่น้ำมิคสัมมตาเย็นวารี                                           ต่างยินดีผูกพันรักกันมา
                          สองสหายเพื่อนรักไม่หนักจิต                            ทั้งชีวิตนั้นอาศัยอยู่ในป่า
             นั่งบำเพ็ญเพียรถือศีลภาวนา                                          สร้างบุญญามีเมตตาและปราณี
                          อันสัตว์ป่าอาศัยอยู่ใกล้กัน                                 ไม่ฆ่าฟันสัตว์ป่าเสื่อมราศี
             ไม่เบียดเบียนแม้ปลาในวารี                                             บุญมากมีเพื่อนสนิทใกล้ชิดกัน
ตอนคำมั่นสัญญา
              เพื่อนนี้ให้คำมั่นขอสัญญา                                   ถ้ามีบุตรเกิดมาเป็นผู้ชายนั่น
ถ้าเพื่อนรักมีบุตรีชุบชีวัน                                               จะให้แต่งงานกันคือสัญญา
        เพื่อประโยชน์ครองใจมิตรไมตรี                         เพื่อเพื่อนนี้จงประจักษ์ช่วยรักษา
เพื่อสืบสานมิตรไมตรีที่มีมา                                           วันเวลาสิบปีเดือนไม่เลือนไป
        อันลูกหลานต่อไปภายภาคหน้า                         คงนำพาเช่นมิตรอยู่ชิดใกล้
จะสืบสานปณิธานเนิ่นนานไป                                     สุดแสนไกลไม่น้อยสี่ร้อยปี
          
ตอนกำเนิดบุตรีและลูกชาย
                    ครั้นต่อมาสองภรรยาจึงตั้งครรภ์                    สองเพื่อนนั้นสิ้นทุกข์มีสุขศรี
             คลอดเป็นหญิงชื่อปาริกากุมารี                            สวยโสภีผมดำขลับงามจับตา
             เกิดชายชาตรีชื่อทุกูลกุมาร                                 ครั้นไม่นานเติบใหญ่มีใจกล้า
ได้เล่าเรียนพืชพรรณมีปัญญา                                         ศาสตร์นานาพากเพียรเล่าเรียนไป
             สิ่งแวดล้อมเป็นไปอยู่ในป่า                                มีนกลิงกิ้งก่าอยู่ใกล้ใกล้
ทั้งเก้งกวางเดินผ่านทุกย่านไป                                       สุดปลอดภัยในเขตจิตเมตตา
          เด็กทั้งสองเจริญวัยอยู่ใกล้ชิด                              ต่างมีจิตสำนึกรักสัตว์ป่า
ชอบเรียนรู้ใฝ่ธรรมนำชีวา                                              นั่งภาวนาสงบจิตไร้พิษภัย
 ตอนปาริกากุมารีและทุกูลกุมารเข้าสู่วัยเจริญพันธ์
                                                                                                    
                         เมื่อชีวิตก้าวสู่วัยเจริญพันธ์                             ตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้
             จะจัดการแต่งงานกันทันใด                                         ตามตั้งใจชื่นจิตมิตรไมตรี
                         ฝ่ายผู้หญิงจึงเล่าให้ลูกฟัง                               เรื่องความหลังมิตรแท้พ่อแม่นี้
             พ่อสัญญาปาริกากุมารี                                                   เจ้าคนดีจะต้องออกเรือนไป
                         จะต้องแต่งงานกับทุกูลกุมาร                          ให้มีหลานสักคนจนเติบใหญ่
             สร้างครอบครัวในป่าวนาลัย                                       คงเข้าใจตามคำมั่นที่สัญญา
                         ฝ่ายบิดาของทุกูลกุมาร                                    พ่อนี้อยากมีหลานนะลูกหนา
              ด้วยพ่อนั้นให้คำมั่นเคยสัญญา                                   กับพ่อของปาริกากุมารี
                          เจ้าต้องแต่งงานกับปาริกา                               ตามสัญญาลูกรักด้วยศักดิ์ศรี
             เพื่อเชื่อมจิตผูกใจมิตรไมตรี                                      ทำหน้าที่พ่อขอเตือนออกเรือนไป
ตอนปาริกากุมารีตอบปฏิเสธการแต่งงานกับทุกูลกุมาร
             ปาริกาทราบความตามประสงค์                         พ่อเจาะจงแต่งกับเพื่อนออกเรือนใช่
ลูกนี้ยังไม่สมัครผูกรักใคร                                             หรืออย่างไรพ่อต้นเหตุโปรดเมตตา
             ทุกูลกุมารนั้นอดทนเป็นคนดี                           คู่ชีวีแม้จะจนเป็นคนกล้า
ครอบครัวเรามีคำมั่นต่างสัญญา                                   จะพัฒนาลึกล้ำความสัมพันธ์
             ลูกนั้นจะต้องอยู่มีคู่เรือน                                   เช่นดาวเดือนเพื่อนร่วมทางสู่สร้างสรรค์
มีเหย้าเรือนรู้จักจะรักกัน                                                ชื่นชีวันลูกรักประจักษ์ตา
             ลูกจะได้มีบุตรไว้สืบสกุล                                 ช่วยค้ำจุนพ่อแม่ยามแก่หนา
หรือเจ็บป่วยอยู่คนเดียวช่วยเยียวยา                           หุงข้าวปลาแกงสักหม้อให้พ่อกิน
             อันร่างกายมนุษย์เรามีเท่านี้                            คุณความดีรักษาไว้อย่าให้สิ้น
เมื่อถึงกาลกายาพังร่างฝังดิน                                       ทุกชีวินจะได้พบประสพกัน
              ไม่มีใครจะล่วงพ้นผ่านไปได้                          คือความตายทุกผู้ย่อมรู้นั่น
ทั้งพ่อแม่ไม่มีใครหนีทัน                                               ต้องถึงวันลาลับดับชีวา
   
ตอนทุกูลกุมารตอบปฏิเสธการแต่งงานกับปาริกากุมารี
ทุกูลกุมารทราบความตามประสงค์                   พ่อเจาะจงแต่งกับเพื่อนออกเรือนหนา
เคยจับมือวิ่งเล่นเห็นกันมา                            ต่อไปคือภรรยาให้คาใจ
 จึงบอกว่ามิได้รักสมัครจิต                         ให้เชยชิดเนื้อนวลปรางค์สำอางใส
  ปาริกามิได้รักสมัครใจ                                   แม้แต่งไปมิสมอารมณ์กัน
โอ้ลูกเอ๋ยจะต้องออกเรือนไป                        แม้อย่างไรจะต้องแต่งกันนั่น
  เพื่อรักษาทุกถ้อยคำความสัมพันธ์                      ขอยืนยันแต่งกับสตรีศรีโสภา
ตอนทุกูลกุมารแต่งงานกับปาริกากุมารี
                         ความจำเป็นถึงวัยตามใจแม่                          ไม่งอแงลูกคนซื่อไม่ถือสา
             ทุกูลกุมารแต่งงานกับปาริกา                                    ตามสัญญายิ่งใหญ่มิตรไมตรี
                         จึงจัดงานรื่นเริงวันแต่งงาน                           ดังพยานบอกรักเรื่องศักดิ์ศรี
             ฝ่ายเฒ่าแก่ขอปาริกากุมารี                                       พ่อแม่ยินดีให้ออกเรือนไป
                         อันสินสอดคือคำสัตย์ผูกมัดจิต                    จะถูกผิดถนอมใจกันเข้าไว้
             ถ้าร้อนมาดับด้วยเย็นไม่เป็นไร                                อย่าเอาไฟไปใส่เชื้อทุกเมื่อไป
                         จงช่วยกันดูแลจนแก่เฒ่า                               ไม่มัวเมากิเลสต้นเหตุใหญ่
             ไฟสามกองอาจเผากันจนบรรลัย                            อย่าไปเติมเชื้อไฟดับให้ดี
                         จึงน้อมรับคำสอนสังวรจิต                             ดังน้ำอมฤทธิ์รดใส่เกศี
             ให้ชุ่มฉ่ำในอุราดังวารี                                             เช่นนทีจากฟ้าสุราลัย
                         แล้วก้มกราบผู้ใหญ่อยู่ใกล้ชิด                      ด้วยดวงจิตงามงดสุดสดใส
             สร้างครอบครัวให้ดีแต่นี้ไป                                     สองดวงใจทุกูลกับปาริกา
             แล้วส่งตัวขึ้นยังกระท่อมน้อย                                 สายฝนย้อยหยาดหยดรดเกศา
             พระพิรุณสาดสายโปรยปรายมา                              ตรงเวลาเข้าห้องหับแล้วหลับไป
             
ตอน สองสามีภรรยาประพฤติพรหมจรรย์
                         สองสามีภรรยาถือเพศพรหมจรรย์                  อยู่ด้วยกันไม่ประกอบกรรมใหญ่
              ไม่ฆ่าสัตว์ทั้งชีวิตในจิตใจ                                            นิยมไพรอยู่บนเรือนเช่นเพื่อนกัน
                         ทั้งสองนั้นอยากบวชไปอยู่ป่า                         อยากเว้นฆ่าชีวิตสัตว์ป่านั่น
             จึงไปบอกบิดาไม่ช้าพลัน                                              เพื่อยืนยันไปอยู่ป่าวนาลัย
                         พ่อและแม่เข้าใจดีเรื่องชีวิต                             รู้ชอบผิดไปอยู่ป่าถิ่นอาศัย
             เพื่อรักษาศีลธรรมประจำใจ                                        คือความนัยทราบเหตุจึงเมตตา
                         ลูกของแม่รักดีย่อมมีผล                                  เกิดเป็นคนเกิดยากนักต้องรักษา
             บำเพ็ญธรรมบารมีทั้งชีวา                                            ไม่เข่นฆ่าชีวิตสัตว์ป้องปัดภัย
                         อันชีวิตของมนุษย์สุดประเสริฐ                      จงไปเถิดอยู่ในป่าถิ่นอาศัย
             มีลำธารน้ำไหลรินจากถิ่นไพร                                  ฝึกฝนใจค้นหาเหตุมีเมตตา
ตอนสองสามีภรรยากราบลาบิดาและมารดาเพื่อไปอยู่ป่า
                         จึงแต่งกายด้วยผ้าสีย้อมฝาด                            จะกราบลาญาติพร้อมใจจะไปป่า
             ลงจากเรือนพร้อมกันทั้งภรรยา                                      ได้เวลารุ่งแจ้งแสงอุทัย
                         ครั้นถึงหาดทรายน้อยริมลำธาร                         สุขสำราญตะวันแดงฟ้าแสงใส
             ลงอาบน้ำชำระสิ้นกลิ่นเหงื่อไคล                                  ต่างสุขใจในวารินได้ยินดี
                         แล้วจัดแจงแต่งกายดูคล้ายกัน                           ไร้สีสันจากสมุนไพรที่ให้สี
             ชื่อย้อมฝาดย้อมผ้าในวารี                                              งามพอดีสีตุ่นตุ่นแต่คุ้นตา
                         แล้วออกเดินเข้าไปในหมู่บ้าน                          ถึงเรือนชานบ้านใหญ่นั่นใช่หนา
             ขึ้นไปแล้วนั่งราบกราบลา                                            แม่เจ้าขาวันนี้จะเดินทางไป
                         ขอทวยเทพเทวาสุรารักษ์                                  ผู้มีศักดิ์ฤทธิ์ใหญ่ทั้งไกลใกล้
             ช่วยดูแลสองฤษีมุนีไพร                                               ผู้ฝักใฝ่การุนสร้างบุญญา
                          จงเดินทางไปตลอดและปลอดภัย                     ลูกจงไปอาศัยอยู่ในป่า
             จงประพฤติให้ดีมีเมตตา                                             เช่นเทวาป่าขุนเขาลำเนาไพร
                         ป่าต้นน้ำพืชพรรณดีล้วนมีคุณ                          เคยเล่าเรียนคือทุนเป็นบุญใหญ่
             พืชในป่าสุดอบอุ่นสมุนไพร                                           แม้รากไทรย้อยช่วยขับแก้ตับไต
                          ตรีชวานี้มีคุณสมานแผล                                 หายแน่แน่แผลไร้รอยทั้งน้อยใหญ่
             จงจดจำให้ดีมุนีไพร                                                     กราบลาไปพร้อมกันสองขวัญตา  
ตอน สองดาบสมุนไพรอยู่ในป่าเช่นเพื่อนกัน
                   ถึงป่าใหญ่สร้างที่พักอยู่ริมน้ำ                       ศาลางามมุนีไพรอยู่ในป่า
             นั่งสงบจิตพักใจในศาลา                                    ได้อาศัยพึ่งพาชีวาลัย
                   ป่าต้นน้ำมีฝูงปลาในวาริน                              บนพื้นดินพืชนานาได้อาศัย
             มีเก้งกวางเห็นจนชินนกบินไป                           มีต้นไทรรากระย้าลงมาดิน
                   อันดวงจิตมุนีมีเมตตา                                   ฝูงสัตว์จึงเข้ามาอยู่ไม่สิ้น
             เพราะเมตตากรุณาเช่นวาริน                                แม้นกยังบินมาเอื้ออาทร
                         สองมุนีอยู่เย็นดังเช่นเพื่อน                    ไม่เคยเคลื่อนสักวันด้วยคันศร
             ต่างอยู่ด้วยกันดีต่างที่นอน                                 ให้ร้าวรอนสู่ฟ้าสุราลัย
ตอนพระอินทร์เล็งเห็นอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่ทุกูลดาบส
                         ฝ่ายเทวาอยู่บนสรวงสวรรค์                         เห็นทุกวันเกิดพะวงให้สงสัย
             สองมุนียังอยู่ดีไม่มีภัย                                              แต่ต่อไปเรื่องไม่งามจะตามมา
                         จึงตรวจดูเหตุการณ์เวลาอนาคต                  สุดรันทดเกิดเรื่องใหญ่ที่ในป่า
             ดังดับดวงสุริยันและจันทรา                                   กระจกตาเกิดเหตุมีเภทภัย
ตอนองค์อมรินทร์เหาะลงมาให้คำแนะนำแก่ทุกูลดาบส
                          องค์อมรินทร์ผู้มีจิตมั่นคง                          จึงเหาะตรงลงมาสู่ป่าใหญ่
             ลงยังกระท่อมฤาษีมุนีไพร                                       บันดาลให้จิตพบประสพกัน
                         แล้วจึงบอกแก่ฤาษีมุนีไพร                          จะมีภัยทุกขาเกิดมานั่น
             ขอให้มีบุตรเถิดได้เกิดกัน                                        ช่วยชีวันดูแลยามแก่ชรา
             เราบำเพ็ญพรตเพื่อจะพ้นทุกข์                                ใช่ติดสุขในเนื้อหนังและมังสา
ไม่ต้องการมีทุกข์เช่นชาวโลกา                                            อาตมาจะมีบุตรได้อย่างไร
             ท่านควรมีบุตรไว้เพื่อช่วยกัน                                  ขอยืนยันควรมีบุตรอยู่ชิดใกล้
เพียงเอามือลูบให้ดีที่ท้องไป                                               เป็นปัจจัยนางตั้งครรภ์ในทันที
             แล้วต่อไปบุตรนี้จะดูแล                                          ทั้งแม่พ่อด้วยรักในศักดิ์ศรี
จะอยู่กับท่านจนสิ้นชีวี                                                       แล้วจรลีหายลับไปกับตา
ตอนปาริกาดาบสตั้งครรภ์
                         ทุกูลดาบสหมายจำจึงทำตาม                         ลูบงามงามแม่คนชื่อไม่ถือสา
             จึงตั้งครรภ์ด้วยฤทธิ์เทวา                                            ปาริกาพรตมุนีสุดดีใจ
                         ฝ่ายดาบสทั้งสองประคองกัน                        เห็นผิวพรรณนวลละอองสุดผ่องใส
บำรุงครรภ์ด้วยคุณสมุนไพร                                                เผือกมันใช่ฟักทองและถั่วงา
ตอนปาริกาดาบสคลอดบุตรชายแล้วตั้งชื่อว่าสุวรรณสาม
               ทุกูลดาบสนั้นยังหมายจำ                                     ทุกถ้อยคำได้ยินนั่นสุดหรรษา
  นับมาได้เก้าเดือนไม่เลื่อนลา                                           อีกสิบวันสุริยาจะคลาไคล
               ครบกำหนดเก้าเดือนกับสิบวัน                             จึงเลื่อนลั่นออกมาดูฟ้าใส
  แล้วพาสรงคงคาชลาลัย                                                   ฉ่ำชื่นใจผิวพรรณสุวรรณา
                            จึงตั้งชื่อบุตรว่าสุวรรณสาม                      มงคลนามมีศักดิ์ตามทักษา
               แล้วให้นมทุกยามตามเวลา                                   เลี้ยงลูกมามีสุขอยู่ทุกครา
                           ครั้นเจริญวัยสองปีกว่าจึงอย่านม              หลักนิยมผู้พอใจอยู่ในป่า
               ปาริกาบดกล้วยในถ้วยชา                                      ทั้งถั่วงาบรรจงใส่ลงไป
                           อันความรู้การกินมิสิ้นสูญ                          พ่อทุกูลป้อนกล้วยสดที่บดให้
               เจ้าลูกน้อยกินอาหารสำราญใจ                            จนเติบใหญ่สุวรรณสามสุดงามตา
ตอนระบบนิเวศในป่าใหญ่
                         สิ่งแวดล้อมคือป่าเขียวขจี                                พื้นดินดีอยู่ป่าลึกได้ศึกษา
             มีเก้งกวางมาเยือนเช่นเพื่อนยา                                   น้ำจากป่าไหลมาชีวาลัย
                         อันระบบใหญ่นิเวศวิทยา                                   ในธารามีพันธ์ปลาอยู่อาศัย
             ทั้งกุ้งหอยปลาปูเป็นคู่ไป                                            มาแหวกว่ายรื่นรมย์ได้ชมกัน
                         เห็นฝูงปลามีเกล็ดเห็นเม็ดทราย                     ปลาสร้อยลายกินสาหร่ายหางส่ายนั่น
             น้ำไหลข้ามโขดหินได้ยินกัน                                      เสียงเลื่อนลั่นน้ำจากฟ้าสุราลัย
                         เสียงน้ำตกจากภูลงสู่ดิน                                    ฝูงนกบินจากป่าถิ่นอาศัย
             นกกลิ้งโคลงนกกาลับตาไป                                        สุดแสนไกลนกกาออกหากิน
                         เห็นนกเค้าแมวนั่งหลับขยับปีก                        กวางเดินหลีกหวาดกลัวใช่แทบใจสิ้น
             เพราะที่รอบขอบตามีราคิน                                           กวางไม่ชินตาช้ำชอกมาหลอกกัน
                         ส่งเสียงร้องฮูกฮูกนั่นลูกใคร                           ได้ยินไหมสุวรรณสามคนงามนั่น
             นี่นกฮูกผู้รู้ทางยามกลางวัน                                         แล้วร้องลั่นเสียงดีบินหนีไป
                        
ตอนสุวรรณสามเรียนรู้ตามพฤติกรรมของบิดาและมารดาแล้วแบ่งเบาภาระ
                         สุวรรณสามเห็นพ่อแม่ทำงาน                       มาเนิ่นนานติดตามดูอยู่ใกล้ใกล้
             อยากจะช่วยแบ่งภาระออกไป                                  ด้วยดวงใจยึดมั่นกตัญญู
                         ตั้งแต่เช้าจรดค่ำแม่หาบคอน                       จนเข้านอนสุวรรณสามได้เรียนรู้
             เพราะสนใจลูกน้อยจึงคอยดู                                     แม่อุ้มชูเลี้ยงจนเพลินเจริญวัย
                         ครั้นต่อมาจึงช่วยแม่ทำงาน                           เช่นวันวานแม่คนงามตักน้ำให้
             แม่พักเถิดลูกพร้อมสรรพขอรับไป                           ทั้งก่อไฟเรื่องอาหารและการกิน
                         ได้ฝึกหัดจากแม่จนชำนาญ                           ลงลำธารชวนแลกระแสสินธุ
             ตักน้ำมาหุงข้าวต่อในหม้อดิน                                  ทำจนชินงานมอบแม่ขอบใจ
                         สองดาบสเลิกยุ่งกิจหุงหา                             จึงได้ฝึกจิตภาวนาอยู่อาศัย
             ไม่ก่อบาปมีราคินจนสิ้นใจ                                       ถึงปัจฉิมวัยสุขสบายคงตายดี
                        
ตอนกตัญญูคือเครื่องหมายของคนดี
                         อันบุตรใดกตัญญูและรู้คุณ                               ย่อมเป็นบุญพ่อแม่รักมีศักดิ์ศรี
             จงดูแลตักน้ำท่าในวารี                                                   เลี้ยงชีวีมีสุขปราศทุกข์ภัย
                         ผู้เป็นลูกควรยึดมั่นกตัญญู                               แม่อุ้มชูเลี้ยงดูจนเติบใหญ่
             แม่ป้อนข้าวป้อนน้ำทุกยามไป                                       ให้ปลอดภัยแม่สุดหวงเจ้าดวงใจ
                         เมื่อยามท่านเจ็บป่วยช่วยรักษา                       ต้องเยียวยาอย่าเว้นยามเป็นไข้
             ไม่ทอดทิ้งเจือจุนเป็นทุนชัย                                        ท่านชื่นใจลูกมาพร้อมหน้ากัน
                         แต่ถ้าบุตรก่อกรรมกระทำชั่ว                           จิตมืดมัวสุดช้ำระกำนั่น
             ทั้งแม่พ่อทุกข์ทวีทั้งชีวัน                                          มิอาจปันทุกข์ใหญ่แบ่งให้ใคร
ตอนสองดาบสออกไปหาผลไม้ในป่าแต่กลับประสพเคราะห์กรรม
                          เมื่อนั้น                                                              ครั้นยามเช้าสองดาบสช่างสดใส
          จึงลงจากกระท่อมน้อยกลอยใจ                                บอกลูกว่าจะไปในไพรพง
                            แม่นี้จะออกไปเก็บผลไม้                               มีมากมายเคยไปแม่ไม่หลง
             ลูกมะพูดมะไฟอยู่ในดง                                                  ลูกนี้จงรอรับจะกลับมา
                          เห็นเมฆาเคลื่อนคล้อยย้อยลงดิน                     กลับได้ยินเสียงรักจากปักษา
             บินกลับรังยังป่ารกทั้งนกกา                                            สายฝนซ่าเสียงฟ้าลั่นในทันใด
                         สายฝนสาดสองชีวินต่างดิ้นรน                        จึงหลบฝนที่ใต้ต้นไม้ใหญ่
             เห็นจอมปลวกจึงตรงนั่งลงไป                                    แต่มิรู้ว่าภัยอยู่ใกล้กัน
                         น้ำฝนสาดใส่นองทั้งสองคน                           เปียกจนล้นสาดใส่น้ำไหลนั่น
             แล้วจึงไหลลงรูสักครู่พลัน                                          กลับเป็นวันสองดาบสรันทดใจ
                         น้ำท่วมไหลเข้าไปอยู่ในรู                                ฝ่ายงูเห็นน้ำไหลบ่าเข้ามาใหญ่
             จึงรีบเลื้อยออกพลันทันใด                                         งูแปลกใจสองชีวินไม่ยินดี
                         คิดว่าสองดาบสคือผู้ร้าย                                  ทำวอดวายน้ำท่วมรูของกูนี่
             เลื้อยไปอยู่ตรงหน้านั่นพ่นทันที                                 พิษไหลปรี่พุ่งเข้าใส่กระจกตา
                         โลกสิ้นแสงสุริยาหรือลาลับ                             ดวงตาดับสิ้นทางไปกระไรหนา
             ครั้นสิ้นฝนกลับไม่ถูกโอ้ลูกยา                                     วันเวลายาวนานคืบคลานไป
                         เดินวนเวียนจะกลับไปก็ไม่ถูก                         คิดถึงลูกแม่รู้อยู่ใกล้ใกล้
             เพราะกรรมเก่ามากล้นแต่หนใด                              เสียดแทงใจโอ้เคราะห์กรรมร้องรำพัน
ตอนกรรมเก่าของจักษุแพทย์
                         ในอดีตชาติวันวานนมนานมา                                 เรื่องเยียวยาโรคตาเก่งกล้านั่น
             ทั้งต้อหินต้อเนื้อต้องเชื่อกัน                                                 ใช้เข็มสั้นค่อยค่อยลอกตัดออกไป
                         หมอรักษาตาใจเย็นนั้นเป็นเลิศ                               สามารถเปิดกระจกตาออกมาได้
             หนังตาดีป้องกันระวังภัย                                      ปิดทันใดถ้าแสงรุนแรงมา
                         กระจกตาถ้าดีไม่มีโรค                                 ไม่เศร้าโศกทุกวันจะหรรษา
             แต่ถ้าถูกยาพิษต้องปิดตา                                         แสงลับลาแม้ขุนนางสิ้นทางไป
                         จะขอเล่ามีคนไข้อยู่รายหนึ่ง                         มาคิดพึ่งมาขอพ่อหมอใหญ่
             ช่วยรักษาดวงตาอย่าช้าใย                                         คิดเท่าใดถ้าหายกันจ่ายทันที
                         นี่เป็นโรคตาแดงไม่แรงนัก                             หมอรักษายาดีไม่มีสี
             จงเปิดเถิดจะหยอดตาหยดวารี                                  เชื้อไม่ดีอาจร้ายหรือกลายพันธ์
                         ค่าใช้จ่ายเท่าใดครับคุณหมอ                         แต่ต้องรอไปเวลาชาติหน้านั่น
             นี่อย่างไรยังไม่หายตาคันคัน                                     จงเร็วพลันเตรียมน้ำกรดหยดใส่ตา
                         ยังไม่หายนั่งก่อนนี่หมอนหนุน                      จงเอาบุญเถิดพ่อหมอจงรักษา
             ยานี้ดีหายทันทีไม่มีชา                                                 แล้วเทยาน้ำกรดหยดลงไป
                         ดังดับดวงสุริยาให้ลาลับ                                  ผ้าปิดทับสุดขมขื่นสะอื้นไห้
             สิ้นสุดการเยียวยาผู้มาไกล                                          ด้วยจงใจพ่อหมอนั่นและภรรยา
                         คนทั้งสองเกิดมาเป็นดาบส                              ใช้น้ำกรดกรรมหนักใช่รักษา
             จึงต้องชดใช้กรรมที่ทำมา                                            อนิจจาน้ำกรดหยดใส่ตา
ตอนเจ้ากรรมนายเวรมีจริง
                          อันเวรกรรมมีจริงทุกสิ่งสรรพ                                 เกิดมาต้องได้รับกรรมหนักหนา
             ที่ทุกข์ยากตรากตรำเพราะทำมา                                           มีเวลาหมั่นทำบุญเป็นศุนทาน
                         ฝ่ายเจ้ากรรมนายเวรนั้นย่อมมี                                คือเจ้าหนี้ของมนุษย์สุดสงสาร
             ถ้าทำบุญทุกเมื่อและเจือจาน                                                 จิตเบิกบานแก้ต้นเหตุแผ่เมตตา
                         ขออโหสิกรรมอย่าซ้ำเติม                                         กรรมเก่าเดิมเจ้าคนซื่ออย่าถือสา
             โปรดจงอโหสิกรรมแล้วล่ำลา                                               รับบุญญาด้วยเคยผิดอุทิศไป
ตอนสุวรรณสามติดตามหาพ่อและแม่
                         ฝ่ายสุวรรณสามรอแม่พ่อนั่น                                   แม่ยืนยันให้รอแม่อยู่ไหน
             ใกล้จะค่ำทางเคยชินตัดสินใจ                                   รีบเดินไปทางติดป่าริมวารี
                         พบแม่พ่อหลงทางอยู่กลางป่า                                  เดินไปมาเดินอ้อมจอมปลวกนี่
             เข้าไปหาพบว่าตาไม่ดี                                                            ถามทันทีอันดวงเนตรเกิดเหตุใด
                         ระหว่างเก็บผลไม้อยู่ในป่า                                        ฝนตกมาจึงหลบไปอยู่ใกล้ใกล้
             เห็นจอมปลวกจึงตรงนั่งลงไป                                            ฝนตกใส่น้ำลงรูงูออกมา
                         มันพ่นพิษใส่หน้าถูกตาแม่                                       พ่อก็แย่มันฝากรักโดนหนักหนา
             ตาจึงบอดสองเราเศร้าโศกา                                                  สัตว์เขี้ยวงาตัวน้อยนิดมีพิษภัย
                         ความเจ็บปวดคือทุกข์มันรุกลาม                            สุวรรณสามน้ำตาน้องนั่งร้องไห้
             พิษจากงูน้อยนิดสะกิดใจ                                                      วิกฤติใช่มีโอกาสอย่าพลาดไป
                         สุวรรณสามไม่กลัวกลับหัวเราะ                              ดังเย้ยเยาะพ่อแม่คิดแก้ไข
             หรือยินดีที่ตาบอดตลอดไป                                                  กรรมอะไรส่งผลสุดทนทาน
                         แม่จึงถามลูกรักให้หนักจิต                                       สองชีวิตลูกคงสิ้นสงสาร
             ลูกหัวเราะทำไมหรือใจพาล                                                  เลี้ยงมานานแม่อุ้มชูเฝ้าดูแล
                         สุวรรณสามจึงตอบให้ชอบใจ                                   ต่อนี้ไปจะเป็นผู้เลี้ยงดูแม่
             พ่ออย่าห่วงว่าลูกน้อยจะลอยแพ                                         จะแกงแคต้มเผือกมันทุกวันไป
                         สุวรรณสามเห็นแล้วเศร้าสลด                                สุดรันทดเพียงตาบอดแต่รอดใช่
             ถ้าถูกกัดดับดิ้นถึงสิ้นใจ                                                        อาจจะอยู่ใกล้ใกล้รีบไปกัน
                         ให้พ่อแม่จับไม้งามเดินตามมา                                 สายลมพาต้นไผ่เคียงเสียงสนั่น
             เสียงอ้อแอ้ลู่ลมน่าชมกัน                                                       ถึงทันใดกระท่อมน้อยกลอยใจ
ตอนสุวรรณสามลูกกตัญญู
                         ในกระท่อมสองดาบสรันทดจิต                               ถูกพิษงูดวงตาสิ้นฟ้าใส
             มองไม่เห็นลูกรักให้หนักใจ                                                  จะเดินไปก็ยากลำบากกัน
                         สุวรรณสามใช้เชือกช่วยนำทาง                                จะลุกย่างทางไหนไปได้นั่น
             เดินรับลมที่หน้าต่างตอนกลางวัน                                      สองดาบสนั้นสะอื้นสุดตื้นตัน
                         ลูกสามทำหน้าที่เป็นพ่อครัว                                    ไม่เคยกลัวว่ายากลำบากนั่น
             จัดสำหรับอาหารมาทานกัน                                                  มีเผือกมันข้าวคั่วและถั่วงา
                         ทั้งเช้าเย็นอาบน้ำให้พ่อแม่                                        ได้ดูแลเพราะรักใช่หนักหนา
ได้ทดแทนคุณบิดามารดา                                                      แม้ยามชราจะไม่ทอดทิ้งกัน
                         แม่อย่าห่วงเรื่องอาหารและการกิน                         บนพื้นดินมีกินไม่สิ้นนั่น
             จะดูแลมีสุขให้ทุกวัน                                                              ขอสวรรค์โปรดเมตตาจงปราณี
                         น้ำสะอาดเพื่อใช้ดื่มไม่ลืมกัน                                   มีทุกวันน้ำของพ่อบ่อฤาษี
             น้ำในบ่อธรรมชาติสะอาดดี                                                   ป่ามากมีซับน้ำไว้อยู่ในดิน
เย็นวันนี้มีสำหรับเห็ดตับเต่า                                   แกงหม้อเก่ารสถูกใจยังไม่สิ้น
             มีดอกแคจากป่าต้มมากิน                                                       อร่อยลิ้นรสน้ำแกงร้อนแรงดี
         อันเครื่องปรุงข่าตะไคร้ใบมะกรูด                           ย่อมมีสูตรต่อกันมายาฤษี
             บำรุงธาตุหลักนิยมขับลมดี                                                  ล้างทันทีพิษกระจายมะลายไป
                         น้ำดื่มนั้นนำไปต้มให้สุกก่อน                                  ดื่มน้ำร้อนพอดีมีสีใส
             ต้มจากรากพืชมีคุณสมุนไพร                                                อบอุ่นไอน้ำชาคือยาดี
ตอนเมืองพาราณสี
                         เมื่อนั้น                                                                          มีเมืองหนึ่งชื่อว่าพาราณสี
             มีกษัตริย์ปกครองไพร่ฟ้าประชาชี                                        ต่างยินดีพระมหากษัตริย์ใต้ฉัตรชัย
                         พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รัก                                ชื่อ”กบิลยักขราช”ผู้ยิ่งใหญ่
             ชอบล่าสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ                                                     ชอบออกไปประพาสป่าวนาลี
                         พระมหากษัตริย์คือขวัญใจชนในชาติ                    มีดำริไปประพาสป่าพนาศรี
             ฝ่ายกองงานพร้อมกันจัดทันที                                             จัดม้าดีตั้งขบวนเสร็จเสด็จไป
ตอนกบิลยักขราชเสด็จออกไปประพาสป่าล่าสัตว์
                          “กบิลยักขราช”นั้นทรงอาชา                                   ครั้นถึงป่าเลาะวารีงามมีน้ำใส
             เห็นป่าสีเขียวขจีทุกที่ไป                                          ถึงต้นไทรหยุดทอดเนตรสังเกตกัน
                         ตั้งพระหทัยประพาสป่าล่าสัตว์                               พระหัตถ์ยกคันธนูเตรียมสู้นั่น
             จะทดสอบยิงไกลยิงไปพลัน                                                 ยิงตะวันพระประสงค์ตกลงดิน
                         ฝ่ายเสนาตามเสด็จมาเจ็ดคน                                  คือไพร่พลอยู่ตำหนักชื่อทักษิณ
             อยู่สัตว์บาลเลี้ยงอาชาเป็นอาจินต์                                       ม้าสีนิลสีหมอกอยู่คอกใน
                         อีกฝ่ายหนึ่งคือช่างทำเกือกม้า                                  ตามเสด็จห้าคนใช่อยู่ใกล้ใกล้
             มีเครื่องมือพร้อมพลันแก้ทันใด                                           พระทรงชัยปกเกศโปรดเมตตา
                         ฝ่ายห้องเครื่องเตรียมข้าวปลากระยาหาร             เตรียมน้ำตาลสดสดมีรสกล้า
             ทั้งเครื่องปรุงหมักเนื้อใส่เกลือทา                                        จัดเตรียมมาตั้งพลับพลาริมวารี
         ฝ่ายแพทย์หลวงเภสัชสมุนไพร                                                         อบอุ่นไอตามมาทุกครานี่
             ถ้าใครมีแผลบาดเจ็บเย็บทันที                                              ปิดด้วยสำลีสุดเยี่ยมต่างเตรียมมา
                         อันหลักการปฐมพยาบาล                                         ตามตำนานที่ประจักษ์การรักษา
             ถ้ามีแผลโลหิตใช่ไหลออกมา                                                ก่อนเยียวยาหยุดโลหิตปิดให้ทัน
                         ถ้าโลหิตผู้ป่วยไหลออกมามาก                                หยุดโลหิตปิดปากแผลอยู่แค่นั้น
ต้องระวังเชื้อร้ายที่กลายพันธ์                                               ต้องป้องกันทันทีจะมีชัย
                         
ตอนสุวรรณสามไปตักน้ำที่ริมลำธาร
                         สุวรรณสามเดินออกมาที่ท่าน้ำ                                มีกวางงามเดินตามริมน้ำใส
             มิเคยคิดมีเหตุเกิดเภทภัย                                                      กวางฝูงใหญ่ใกล้ชิดติดตามมา
                         เพราะมีจิตเมตตาและปราณี                            คุณความดีประจักษ์ช่วยรักษา
             แม้สัตว์ที่ดุร้ายในสายตา                                          อาจพึ่งพาทุกเช้าค่ำยามจำเป็น
                         สุวรรณสามตักน้ำแล้วเดินกลับ                       บุรุษลึกลับแอบอยู่ไม่รู้เห็น
             เฝ้าติดตามสงสัยด้วยใจเย็น                                     คิดว่าเป็นรุกขเทวาสุราลัย                      
            
ตอนกบิลยักขราชยิงธนูด้วยลูกดอกอาบยาพิษเข้าใส่สุวรรณสาม
                         อันบุรุษที่เห็นเป็นคนหรือเทวา                               แปลงตัวมาในไพรพงน่าสงสัย
             จึงมาเดินอยู่ให้ฉงนพระหทัย                                               ถ้าเข้าไปถามทันทีอาจหนีไป
                         จึงตรึกตรองวางแผนบนแดนดิน                            ใกล้วารินสุดสวยงามมีน้ำใส
             จะซุ่มยิงหลบคนใต้ต้นไทร                                                  ตั้งพระหทัยย่องเบาแล้วเข้าไป
                         ครั้นสุวรรณสามอยู่ในระยะยิง                                พ้นจากสิ่งบดบังต้นรังใหญ่
             หยิบลูกดอกอาบยาพิษปลิดหัวใจ                                        แล้วยิงไปสู่เป้าหมายในสายตา
                        
ตอนสุวรรณสามถูกยิงด้วยลูกดอกอาบยาพิษ
                         ลูกดอกธนูอาบยาพิษผู้คิดร้าย                                 เข้าสู่ร่างกายสุวรรณสามหนา
             ทะลุร่างแต่มิสิ้นดวงวิญญา                                                   เจ็บกายาสุดอนาถแทบขาดใจ
                         ลูกดอกทะลุจากด้านขวาไปซ้าย                             พิษกระจายดุเดือดเส้นเลือดใหญ่
             แล้วไปทั่วในตัวสู่หัวใจ                                                          เป็นลิ่มเลือดทันใดหยุดไหลพลัน
                         สุวรรณสามล้มลงกับพื้นดิน                                    แต่ยังไม่ถึงสิ้นชีวินนั่น
             มีสติยังอยู่ดีทั้งชีวัน                                                                หัวใจสั่นจึงมุ่งมั่นด้วยปัญญา
                         จึงตรึกตรองครองสติดำริชอบ                                 จะโต้ตอบวาทะกรรมเป็นคำกล้า
             ผู้ก่อกรรมก่อเหตุอาจเมตตา                                                 ช่วยนำพาเรื่องราวส่งข่าวไป
                         จึงตะโกนร้องออกไปทันที                                        เนื้อของเรานี้นั้นกินไม่ได้
             หนังของเราท่านจะทำอะไร                                                  ยิงทำไมผู้ต้นเหตุโปรดเมตตา
                         ผู้ก่อกรรมเราอยากรู้คือผู้ใด                                      ในหัวใจเบื้องลึกน่าศึกษา
             ท่านซ่อนตัวยิงลูกดอกเชิญออกมา                                      เพื่อรู้ว่าวาระกรรมสุดสำคัญ
ตอนกบิลยักขราชมีพระดำรัสกับสุวรรณสาม
                         
                         กบิลยักขราชได้สดับวาจา                                         จึงคิดว่าเราสุดโหดมิโกรธนั่น
แม้คำพูดไพเราะเสนาะกัน                                                     ให้ตื้นตันตามที่บอกจะออกไป
                         เสด็จออกจากไม้พุ่มที่ซุ่มยิง                                     ได้พักพิงแอบดูอยู่ครู่ใหญ่
             พระดำเนินไปกันถึงทันใด                                                    ด้วยหัวใจเมตตาและปราณี
                         กบิลยักขราชจึงมีพระดำรัส                                      เราเป็นกษัตริย์เมืองพาราณสี
             ท่านคือใครมาอยู่ป่าใกล้วารี                                                  เรานี้ชื่อสุวรรณสามรักความดี
                         เราเป็นบุตรสองดาบสช่วยจดจำ                             ท่านก่อกรรมหนักหนาในครานี้
             เพราะพิษลูกดอกแทบตายวายชีวี                                        ท่านเอ๋ยมีความประสงค์สิ่งใด
                         ฝ่ายพระราชากบิลยักขราช                                       ให้อนาถกลัวความจริงทุกสิ่งใช่
             มิอาจเล่าด้วยปากออกจากใจ                                                หวั่นพระหทัยจะตอบให้ชอบการ
                         จึงมีพระดำรัสแล้วตรัสไป                                        เรานี้ตั้งใจยิงเนื้อเป็นอาหาร
             ครั้นท่านมาตักน้ำที่ลำธาร                                                     ท่านรังควานต่อเป้าหมายเนื้อหายไป
                         เรานี้เกิดบันดาลด้วยโทสะ                                       จึงเข้าประชิดยิงไปยิงใกล้ใกล้
             ด้วยลูกดอกอาบยาพิษปลิดหัวใจ                                        เห็นท่านล้มลงไปตามตะวัน
                         จึงทบทวนเรื่องราวแล้วกล่าวไป                             ด้วยเหตุใดพระองค์จึงตรัสเช่นนั้น
             สัตว์ทั้งหลายดุจมิตรใกล้ชิดกัน                                           เรื่องหนีนั่นคิดว่าไม่น่ามี
                         พระราชาเกิดความละอายใจ                                    คำตรัสไปหาญหักเรื่องศักดิ์ศรี
             เพราะเป็นเท็จสิ้นงามกลบความดี                                       คิดทันทีจะสอบถามเป็นความนัย
                         นี่แนะท่านสุวรรณสามผู้งามนัก                              เราประจักษ์ท่านมั่นคงอย่าสงสัย
             ท่านตักน้ำหม้อใหญ่ไปให้ใคร                                               ถามจากใจไม่มัวเมาจงเล่าไป
                         สุวรรณสามบ้วนโลหิตออกจากปาก                       เลือดออกมากดูร้อนแรงสีแดงใช่
             พระราชาสุดรันทดสลดใจ                                                     เกิดเภทภัยเพราะมัวเมาเศร้าอุรา
                         ตัวข้าพเจ้านี้อยู่กับพ่อแม่                                          ได้ดูแลไร้เภทภัยอยู่ในป่า
             แต่ดาบสสองผัวเมียนั้นเสียตา                                             ทุกเวลาต้มเผือกมันแบ่งกันกิน
                         มาตักน้ำแล้วถูกยิงวันในนี้                                       ใกล้ถึงที่เลือดก็ไหลแทบใจสิ้น
             ต่อแต่นี้ใครจะมาตักวาริน                                                     ให้อยู่กินได้เช่นกันทุกวันไป
                         กระท่อมน้อยในป่ามีอาหาร                                      พอประมาณกินอยู่นั่นหกวันใช่
             ครั้นมาเสียผู้ดูแลพ่อแม่ไป                                                    จะหาใครเอื้ออำนวยมาช่วยกัน
                         ถ้าต่อมาอาหารหมดคงอดตาย                          เราเสียดายพระราชาผู้สร้างสรรค์
             ความเจ็บปวดทุกข์ธนูพอสู้พลัน                                  ไม่เท่ากันกับพ่อแม่ขาดเราไป
                         นับแต่นี้จะมิได้เห็นหน้ากัน                               เศร้าโศกศัลย์น้ำตานองนั่งร้องไห้
             ด้วยความทุกข์สุดอนาถจะขาดใจ                                  คร่ำครวญไปเคราะห์กรรมสุดรำพัน
พระราชาได้สดับเสียพระหทัย                                 เรื่องเป็นไปสุดโง่เขลาเพราะเรานั่น
             สุวรรณสามผู้รู้คุณบุญอนันต์                                     ช่างกตัญญูไม่ร้อนรนเป็นคนดี
               พระราชากบิลยักขราชอนาถจิต                              พระครุ่นคิดสุดหนักเรื่องศักดิ์ศรี
             ตรัสแก่สุวรรณสามนั่นในทันที                                    เรานี้จะดูแลพ่อแม่ไป
                         ท่านอย่าได้ร้อนรนกังวลจิต                      ถามอีกนิดพ่อแม่นั้นอยู่ที่ไหน
             พระดำรัสชุบชีวีสุดดีใจ                                                 จึงตอบไปให้รู้นั่นในทันที
                         พ่อแม่ข้าพเจ้านี้อยู่ไม่ไกล                               ขอเชิญเสด็จไปสักพักเพื่อศักดิ์ศรี
             จึงตรัสถามก่อนตายวายชีวี                                           เรายินดีรับฝากความทุกยามไป
                         ฝากกราบลาบิดาและมารดา                              ลูกขอลามิอาจไปอยู่ใกล้ใกล้
             แล้วยกมือขึ้นพนมล้มคว่ำไป                                       หยุดหายใจด้วยฤทธิ์ของพิษยา
                         พระราชากบิลยักขราชอนาถจิต                     ได้เห็นผิดเพราะตัวสุดชั่วช้า
             จะแก้บาปล้างกรรมที่ทำมา                                       เคยสัญญาจะดูแลพ่อแม่ไป
                         จึงตรึกตรองทบทวนใคร่ครวญคิด                         รู้ว่าผิดหาหนทางสว่างไสว
             มีทางเดียวเลี้ยงพ่อแม่ดูแลไป                                        สัญญาใจกับตัวลูกข้อผูกพัน
                         ต้องทำแบบสุวรรณสามผู้งามใจ                         ตักน้ำให้แบกหม้อไม่ท้อนั่น
             จึงยกหม้อขึ้นแบกไม่แปลกกัน                                        มุ่งไปพลันกระท่อมน้อยกลอยใจ
                                                                                                                               
ตอนพระราชากบิลยักขราชเสด็จไปยังกระท่อมสองดาบส
                         แล้วเสด็จถึงกระท่อมสองดาบส                      ผู้ได้รับเกียรติยศอันยิ่งใหญ่
             พระราชาแบกหม้อน้ำเก่าเข้าไป                                            เข้าใกล้ใกล้หูฟังไปแต่ไม่ชิน
                         เสียงการเดินหนักเบาไม่เท่ากัน                               พื้นเลื่อนลั่นฟังไปแทบใจสิ้น
             จึงถาม “นั่นใครขึ้นมาจากพื้นดิน”                                     จงตอบมาเราไม่ชินแต่ยินดี
                         พระราชาตรัสบอกออกเสียงชัด                               เราคือกษัตริย์เมืองพาราณสี
             มาล่าเนื้อสัตว์ป่าวนาลี                                                           เชิญท่านนี้เสวยผลไม้หลากหลายพันธ์
                         เรามีบุตรชื่อสุวรรณสาม                                            ผลไม้งามนี้ลูกยาจัดมานั่น
             อีกสักครู่คงจะกลับมารับทัน                                                 ไปทุกวันตักน้ำท่าริมวารี
                         สุวรรณสามนั้นคงไม่กลับมา                                   ถูกธนูพิษยาเจ้าพาราณสี
             อยู่ชายป่าดับดิ้นสิ้นชีวี                                            คงไม่มีวันฟื้นกลับคืนมา
                         สองดาบสสุดแค้นแสนเสียใจ                          เสียลูกไปเคยเห็นกันสิ้นหรรษา
             โอ้ลูกแม่เจ้ามาลับดับชีวา                                                       ปาริกานองน้ำตาโศกาลัย
                         ท่านก่อกรรมแก่เราเบาปัญญา                                   พระราชายังมีหน้ามาปราศรัย
             อย่าโกรธเลยเพราะกรรมน้อมนำไป                                    จงสำรวมจิตใจจงใฝ่ดี
                         องค์พระราชานั้นรับผิดแล้ว                                     แม่ดวงแก้วแห่งพาราณสี
             เรานี้คือไพร่ฟ้าประชาชี                                                          คุณความดีสูงศักดิ์ประจักษ์ใจ
                          ข้าพเจ้าได้สัญญากับสุวรรณสาม                            ได้สอบถามพ่อแม่นี้อยู่ที่ไหน
             จึงได้มาแก้ปัญหาที่คาใจ                                                        จะดูแลท่านไปเช่นลูกยา
                         ท่านเจ้าขาจงนำพาไปหาศพ                                    จะขอพบสัมผัสเป็นเช่นเห็นหน้า
             โอ้ลูกแม่สิ้นบุญหนุนนำพา                                                    ขอทวยเทพเทวาโปรดบันดาล
                        
ตอนพระราชากบิลยักขราชเสด็จนำพาสองดาบสไปดูศพสุวรรณสาม
                         แล้วจึงพาสองดาบสนั้นออกไป                               ถึงทันใดแม่นั่งลงน่าสงสาร
             สุวรรณสามนอนตายได้ต้นตาล                                          ใกล้ลำธารริมท่าฝั่งวารี
                         ปาริการะทมทุกข์แสนสาหัส                                     โอ้กษัตริย์เมืองพาราณสี
             มายิงลูกเราถึงตายวายชีวี                                                      แม่นี้สุดอนาถจะขาดใจ
                         จึงซ้อนร่างขึ้นมาไว้บนตัก                                       ด้วยความรักก้มจูบแล้วลูบไล้
             แม่วางมือไปทั่วตรงหัวใจ                                                      อบอุ่นไอจากอกลูกที่ผูกพัน
                         โอ้ลูกรักอาจไม่สิ้นชีวาลัย                                         ที่หัวใจยังอุ่นแม่คุ้นนั่น
             คงยังไม่ถึงที่ตายวายชีวัน                                                     ขอสวรรค์โปรดเมตตาจงปราณี
                         จึงตรึกตรองมองหาวิธีการ                                       ยังไม่สิ้นลมปราณเพราะพิษยานี่
             เคยเล่าเรียนกันมามียาดี                                                        ชุบชีวีล้างพิษสิ้นฤทธิ์ยา
                        
  
ตอนสมุนไพรดับพิษยา
                         อันสมุนไพรนั้นดีมีประโยชน์                          บางชนิดให้โทษได้เคยศึกษา
             เคยเรียนตำราฤาษีชุบชีวา                                                      ปาริกาคนนี้นั้นจึงมั่นใจ
                         รางจืดดูดซับพิษดับฤทธิ์ยา                                      คือวิชาฤาษียามอบมาให้
             เก็บติดตัวจึงหยิบพลันทันใด                                               โรยลงไปที่ปากแผลจนแน่ใจ
                         แล้วร่ายมนต์เรืองเวทย์วิทยา                                   เหล่าทวยเทพเทวาผู้ยิ่งใหญ่
             สุวรรณสามไม่ตายจงหายใจ                                                 องค์เทพไทโปรดบันดาลชุบชีวา
                         อันบุตรของข้านี้เป็นคนดี                                        เลี้ยงชีวีสองเรานั่นสุขหรรษา
             ไปตักน้ำเดินลงยังคงคา                                                        แบกขึ้นมาอดทนไม่บ่นกัน
ครั้นสมุนไพรดูดพิษสิ้นฤทธิ์ยา                               ฟื้นชีวาพลิกกายาด้านขวานั่น
             ยังนอนอยู่ผิวกายดีมีชีวัน                                                     ลิ่มเลือดตันกลับกลายแล้วหายไป
                        
ตอนเทพธิดาพสุนธรีตั้งสัจวาจาอธิฐานจิต
                         ทุกูลดาบสตั้งจิตอธิษฐาน                                         โปรดสงสารเทวาทั้งน้อยใหญ่
             ถ้าเราขาดสุวรรณสามสักยามไป                                          จะมีใครช่วยเรานั่นโปรดบันดาล
                         สุวรรณสามพลิกกายไปอีกข้างหนึ่ง                       คำขอพึ่งจึงเมตตาจิตคิดสงสาร
             เทพธิดา”พสุนธรี”ผู้มีญาณ                                                  อยู่มานานเขาคันธมาทน์เช่นญาติกัน
                         เราทำหน้าที่รักษาป่าภูเขา                                         มานานเนาหลายปีอยู่ดีนั่น
             สุวรรณสามน่าชมดีชื่นชีวัน                                                  พ่อแม่นั้นสองผัวเมียท่านเสียตา
                         ผู้ใดเมตตาการุนรู้คุณแม่                                           จิตเที่ยงแท้เรานี้รักเป็นหนักหนา
             คุณความดีเชิดชูขอบูชา                                                         สัจวาจาพิษร้ายจงหายไป
                         ด้วยอำนาจฤทธิ์เทวาสุรารักษ์                     เกิดประจักษ์ลมแรงฟ้าแสงใส
             มีลมเย็นพัดผ่านสะท้านใจ                                                    ให้หนาวในถึงทรวงดวงอุรา
                         อันความเย็นพัดผ่านสะท้านจิต                              แม้น้อยนิดไข้หนักอาจรักษา
             สายลมหอบสมุนไพรเป็นไอมา                                            สู่กายาดับพิษนั่นลงทันใด
ตอนสุวรรณสามฟื้นแล้วลุกขึ้นมา
                         สุวรรณสามจึงฟื้นตื่นขึ้นมา                      ต่างมองหน้าสิ้นรันทดตาสดใส
             ทั้งพิษงูสิ้นสลายแล้วหายไป                                                 สองดาบสเห็นไกลชื่นใจกัน
                         พระราชากบิลยักขราชมึนงง                                    ให้เกิดความสงสัยอะไรนั่น
             ตายแล้วฟื้นทันทีมีชีวัน                                                         สองดาบสนั้นกลับมาเป็นตาดี
                         ตรัสถามว่าฟื้นขึ้นได้อย่างไร                                   บุคคลใดเลี้ยงบิดามารดามีราศี
             อันทวยเทพเทวาเจ้าป่ามี                                                        ย่อมคุ้มครองคนดีทุกที่ไป
                         อันบุตรกตัญญูและรู้คุณ                                            เกื้อการุนเที่ยงแท้พ่อแม่ไซร้
             ถ้าตายลงเกิดในสวรรค์ทันใด                                              จะสุขใจทิพย์สถานวิมานพลัน
ตอนพระราชากบิลยักขราชปฏิญาณตนจะเป็นคนดี
                         พระราชาได้สดับให้จับจิต                                         เกิดความคิดเห็นทางสว่างนั่น
             จิตยินดีทันทีชื่นชีวัน                                                              เช่นดวงตานั้นได้บรรลุธรรม
                         ท่านสุวรรณสามผู้งามใจ                                           ตาเราสว่างไสวประเสริฐสุดเลิศล้ำ
             กาลต่อไปทำจิตว่างไม่สร้างกรรม                                        จะบำเพ็ญศีลธรรมน้อมนำไป
                         จะประกอบการบุญเย็นเป็นกุศล                              อุทิศผลแก่เทวาทั้งน้อยใหญ่
             ไม่เบียดเบียนสัตว์อีกจะหลีกไป                                          เพื่อจิตใจงดงามเกิดความดี
                         แล้วขอขมาลาโทษอย่าโกรธกัน                               เสด็จพลันยังเมืองพาราณสี
             จะปฏิบัติกิจภาวนาไร้ราคี                                                      สร้างความดีคุณวิเศษไร้เภทภัย
-   จบบริบูรณ์   -
 ผนวก  ก  :  ภาพประกอบเรื่องสุวรรณสามคำกลอน
ภาพที่ 1 เพื่อนรักสองคนให้สัญญากันว่าถ้ามีบุตรีและลูกชายจะให้แต่งงานกัน
 เพื่อนรักสองคน
ภาพที่ 2  สุวรรณสามพาบิดาและมารดาที่ตาบอดเดินกลับไปยังกระท่อมน้อย
 บิดามารดาพระสุวรรณสาม1
ภาพที่ 3. พระราชากบิลยักขราชยิงธนูดอกอาบยาพิษใส่สุวรรณสาม
 พระกะบิลยัก
ภาพที่ 4  สุวรรณสามถูกยิงด้วยลูกดอกอาบยาพิษ ทะลุกายา แล้วสลบไป
 พระสุวรรณสามต้องศร
ภาพที่ 5  พระราชากบิลยักขราช เสด็จมายังกระท่อมสองดาบสที่ตาบอดทั้งสองคน
  พระสุวรรณสาม2
ภาพที่ 6  พระราชากบิลยักขราชพาบิดาและมารดาของสุวรรณสามไปยังที่เกิดเหตุ
 พระสุวรรณสาม
ภาพที่ 7 สองดาบสผัวเมีย  ตั้งจิตอธิฐานขอให้ทวยเทพเทวาช่วยให้สุวรรณสามฟื้นคืนมา
 บิดามารดาพระสุวรรณสาม
ภาพที่ 8 เทพธิดาพสุนธรี  ตั้งจิตอธิษฐานให้สุวรรณสามพ้นจากพิษร้ายและสองดาบสให้ดวงตาเป็นปกติ
เทพธิดา
ประวัติย่อผู้ประพันธ์
พลตรีพิจิตร ขจรกล่ำ

พลตรีพิจิตร ขจรกล่ำ

            ชื่อ     พลตรีพิจิตร      ขจรกล่ำ    

            เกิด    วันจันทร์ที่   ๑๔  กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๘
             สถานที่เกิด   ค่ายจิระประวัติ  อ.เมือง จ.นครสวรรค์  (กองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๔)
            บิดา   ร้อยเอกจวง  ขจรกล่ำ   มารดา  นางประไพ     ขจรกล่ำ 
             การศึกษา  
             ชั้นประถม  โรงเรียนอนุศาสน์สวรรค์  และโรงเรียนปากน้ำโพประชานุเคราะห์
             ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น       โรงเรียนโพฒิสารศึกษา
             ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย    โรงเรียนเตรียมทหาร    ชั้นปีที่ ๒
             ชั้นอุดมศึกษา                       โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า  ชั้นปีที่ ๕
             การศึกษาหลังรับราชการ
             วิทยาลัยการทัพบก  ชุดที่  ๔๖
             เหล่า   ทหารราบ
             ปัจจุบัน
             ตำแหน่ง              ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก 
             ตำแหน่งพิเศษ     นายทหารพิเศษประจำกรมนักเรียนนายร้อย  รักษาพระองค์ 
             ผลงานในอดีต
             วาระสุดท้ายและสิ่งที่เป็นอมตะของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชอยู่ที่ไหน
                          ตำนานมหากาพย์แห่งอโยธยา ( คำกลอน ) ภาคที่ ๑ – ๙
            สาเหตุที่ประพันธ์ 
                         เพื่อทำการศึกษาด้วยตนเอง  และเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น  

พระเจ้าสิบชาติคำกลอน พระเนมิราชคำกลอน

คำกลอนประพันธ์โดย พลตรีพิจิตร      ขจรกล่ำ

พระเนมิราชคำกลอน

ตอนพรหมโลก

ความเดิมเรื่องสุดเก่าท่านเล่ามา                              ดวงพระวิญญากษัตราก่อนนั้น

ชื่อมฆเทวะเมื่อครั้งมีชีวัน                                                     ยามสิ้นพลันอยู่พรหมโลกสิ้นโศกา

เกิดห่วงใยหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์                               จึงเล็งญาณเด่นชัดไปเบื้องหน้า

วงศ์ของเราจะอยู่หรือร่วงโรยลา                                         ทรงทราบว่าจักไม่เป็นไป

จึงดำริจะสืบทอดวงเทวัญ                                        ให้มั่นคงในเมืองมนุษย์สุดยิ่งใหญ่

จึงจุติลงมาพลันทันใด                                                           ปฏิสนธิในพระครรภ์ทันที

ตอนคำทำนายของพราหมณ์เมืองมิถิลา

ครั้นครบกำหนดเก้าเดินสิบวัน                               จึงเลื่อนลั่นจากครรภ์พระมเหสี

พระราชาเรียกโหราปัญญาดี                                                  พระกุมารนี้ลึกล้ำจงทำนาย

ถึงวันพระราชทานนามกุมาร                                   ดังองค์อวตารหน่อเนื้อสืบเชื้อสาย

พราหมณ์ตรวจดูลักษณะรูปกาย                                          เป็นเพศชายผิวพรรณสุวรรณา

พระโอรสนี้จะสืบวงเทวัญ                                        สืบต่อกันไปอีกนานนักหนา

ดุจวงล้อรถหมุนต่อไม่รอรา                                                 พระราชทานนามว่าเนมิกุมาร

พระมเหสีเลี้ยงดูอยู่ทุกวัน                                        เติบโตพลันจิตมั่นคงชอบสงสาร

เพราะเมตตาอยู่ในจิตสนิทนาน                                           คำว่าพาลไม่ประจักษ์พบสักครา

ตอนเมืองมิถิลา

ชาดกเรื่องที่สี่มีจารึก                                                  ทันทึกอยู่คู่กับพระศาสนา

เป็นเรื่องของกษัตริย์เมืองมิถิลา                                          ปวงประชาจงรักและภักดี

พระเจ้ามฆเทวะราช                                                   ผู้เปรื่องปราดพระบารมีปกเกศี

อยู่แค้วนวิเทหะมานานปี                                                       พื้นดินดีมีต้นทุนสมุนไพร

อันชัยภูมิตั้งประชิดอยู่ติดน้ำ                                   เทือกเขางามสายธารามีป่าใหญ่

มีพ่อค้าไม่วุ่นวายค้าขายไป                                                   มีผ้าไหมงามแท้ผ้าแพรพรรณ

มีผืนนากว้างใหญ่สุดไพศาล                                    มีต้นตาลแลเห็นสุดเด่นนั่น

รู้ผลิตก้อนน้ำตาลชำนาญกัน                                                ต้มทุกวันไม่ดูดายค้าขายไป

ตอนพระโอรสเมืองมิถิลา

อันแผ่นดินใกล้ชิดติดทะเล                                      ชาวตังเกมีเวลาทำนาใหญ่

ให้แสงแดดแผดเผาจนเบาใจ                                                นาเกลือใช่เกลือสมุทรที่สุดกัน

อันภาษีจังกอบส่งมอบไป                                          เข้าคลังใหญ่ในวังขุนคลังนั่น

ทำบัญชีค้าขายเป็นรายวัน                                                     ถวายพลันทอดเนตรโปรดเมตตา

เศรษฐกิจยอดพุ่งจึงรุ่งเรือง                                      ช่วยบ้านเมืองทั้งเชิงลึกการศึกษา

เกิดร่มเย็นทั้งแค้วนแดนพารา                                              มิถิลาสงบสุขอยู่ทุกวัน

ชาวประชาอยู่ดีมีความสุข                                        แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์

มิต้องไปยื้อแย่งพระแบ่งปัน                                                  ทั้งเผือกมันมีกินทุกถิ่นไป

พระโอรสเนมิกุมารชาญฉลาด                                 คือขวัญชาติพระโอรสช่างสดใส

พระทรงศีลในชีวิตด้วยจิตใจ                                               ผ่องอำไพผิวพรรณสุวรรณา

ชอบให้ทานบุญบำเพ็ญเป็นกุศล                              แก่ผู้คนผูกมัดใจชนในหล้า

พระการุนปกเกศจิตเมตตา                                                    ชาวประชาได้ร่มเย็นไม่เป็นภัย

ตอนหลักประเพณีนิยมการพ้นจากราชบัลลังก์

อันประเพณีนิยมใต้ร่มฉัตร                                       กษัตริย์คือที่พักพิงสุดยิ่งใหญ่

คือศูนย์รวมชีวิตดวงจิตใจ                                                    เช่นร่มไทรมีใบปกแก่นกกา

ราชวงษ์กษัตริย์มฆเทวะราช                                     มีอำมาตย์ดูแลพระเกศา

ถ้าพบว่ามีสีขาวขึ้นพราวตา                                                 จะต้องลาจากเขตวังบัลลังก์ไป

โดยประเพณีจะต้องไปบรรพชา                               สมควรพ้นชายคาไปป่าใหญ่

เพื่อบำเพ็ญเพียรชีวิตฝึกจิตใจ                                              เพื่อดับไฟสามกองเฝ้ามองกัน

หลักนิยมนี้สืบทอดตลอดมา                                   พระราชาทุกผู้ย่อมรู้นั่น

การสืบสันตติวงษ์ยืนยงพลัน                                               องค์ราชันย์แห่งเมืองมิถิลา

พระราชสมบัติตกแก่พระโอรส                                 แล้วอวยยศพระมหากษัตริย์กล้า

ดำรงแผ่นดินขอบขัณฑสีมา                                                 เพื่อปวงประชาอยู่ดีทุกที่ไป

ตอนเส้นพระเกศาของพระเจ้ามฆเทวะราชาเป็นสีขาว

ฝ่ายพนักงานภูษามาลา                                             หมั่นตรวจตราพระเกศาอยู่ใกล้ใกล้

พบว่ามีสีขาวยาวภายใน                                                        กราบทูลไปสีขาวแน่เห็นแก่ตา

บัดนี้ความชรานั้นปรากฏ                                         ตามกำหนดให้ดูเส้นพระเกศา

ถ้าพบว่ามีสีขาวยาวออกมา                                                   พระราชาต้องไปป่าวนาลี

อันโบราณราชประเพณี                                              รูปแบบมีย่อมตระหนักในศักดิ์ศรี

ไม่ยึดติดจนตายวายชีวี                                                          พ้นหน้าที่ราชการสืบสานไป

ตอนมอบพระราชสมบัติให้แก่พระราชโอรส

พระดำริมอบพระราชสมบัติ                                     เนมิราชเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่

ทรงปกครองมิถิลาใต้ฉัตรชัย                                                เป็นร่มไทรพึ่งพาพระบารมี

สร้างเรือนให้พนักงานภูษามาลา                             ของขวัญพระราชารักมีศักดิ์ศรี

ด้วยรับใช้ราชการมานานปี                                                    สร้างทันทีปกเกศพระเมตตา

แล้วออกผนวชอยู่ป่าอัมพะวัน                                 อยู่ที่นั่นพระองค์ทรงศึกษา

นั่งสงบจิตน้อมนำด้วยธรรมมา                                           ทรงภาวนาทุกเช้าค่ำอยู่ร่ำไป

ตอนพระเนมิราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงทานขึ้น 5 แห่ง

ครั้นขึ้นครองพระราชสมบัติ                                    โปรดให้จัดอาหารโรงทานใหญ่

พระเมตตาจัดห้าแห่งให้แบ่งไป                                            ป้องกันภัยยื้อแย่งชิงแบ่งกัน

โปรดให้จัดที่ประตูทั้งสี่แห่ง                                     เพื่อจัดแบ่งไม่ข้องขัดไปจัดสรร

ที่กลางเมืองหนึ่งแห่งจุดแบ่งปัน                                          ครั้นถึงวันชาวประชาพากันไป

ประชาชนนับแสนทั่วแดนดิน                          ต่างมากินอาหารโรงทานใหญ่

รับของแจกเข้าแถวรอพึงพอใจ                                 ต่างรับไปทั้งสิ้นล้วนยินดี

ตอนพระเนมิราชปฏิบัติธรรมบ้านเมืองมีแต่คนชื่อสัตย์

พระเนมิราชฝักใฝ่อยู่ในธรรม                          ทุกเช้าค่ำฝึกจิตไม่คิดหนี

ใช้หลักธรรมเมตตาประชาชี                                     ชาวเมืองมีศีลธรรมประจำใจ

ชาวเมืองต่างเชื่อถือความซื่อสัตย์                          มีจอมกษัตริย์ชี้ทางสว่างไสว

แสงปัญญาส่องเห็นธรรมอันอำไพ                                      ชุบจิตใจด้วยความดีทุกชีวิน

พระคำริให้ทานอยู่เนืองเนือง                                   มิสิ้นเปลืองแม้นับเป็นทรัพย์สิน

คือการสอนให้ข้าวปลาเป็นอาจินต์                                     แบ่งกันกินสังคมดีมีเมตตา

ตอนพระเนมิราชเกิดความสงสัยในการปฏิบัติธรรม

ทรงประพฤติอยู่ในเพศพรหมจรรย์                  พระใคร่ครวญทุกวันสุดหรรษา

การให้ทานการุนเกิดบุญญา                                                   ด้วยกรุณาปราณีย่อมดีพลัน

การประพฤติพรหมจรรย์คือบริสุทธิ์                       ไม่เป็นเช่นมนุษย์ในโลกานั่น

อย่างใดจะประเสริฐเลิศกว่ากัน                                            องค์อมรินทร์นั้นทราบเหตุจะเมตตา

พระเนมิราชคิดเช่นไรใช่ไม่รู้                                   ด้วยเฝ้าดูตรองตรึกเรื่องศึกษา

คิดเปรียบเทียบเช่นทุนสร้างบุญญา                                     สิ่งใดมีมูลค่ายิ่งกว่ากัน

ตอนองค์อมรินทร์เหาะลงมาจากดาวดึงส์เพื่อแก้ไขปัญหาแก่พระเนมิราช

ครั้นได้เวลาเหมาะจึงเหาะมา                                  จากดาวดึงส์สาเมืองแมนแดนสวรรค์

ยังเมืองมิถิลาลงมาพลัน                                                       ให้เห็นกันจึงเนรมิตอินทรีย์

ทอดพระเนตรเห็นองค์อมรินทร์                             ดังมีชีวินเช่นมนุษย์ที่สุดนี่

ยืนอยู่ต่อหน้าเตรียมเฉลยเอ่ยวจี                                         ปัญหามีพระครุ่นคิดในจิตใจ

องค์อมรินทร์จึงตรัสขึ้นมาว่า                                  หม่อมฉันมาเพื่อแก้ข้อสงสัย

ระหว่างทานกับพรหมจรรย์ไม่มั่นใจ                                  ว่าสิ่งใดมีบุญญายิ่งกว่ากัน

บุคคลใดเกิดวงษ์กษัตริย์ใต้ฉัตรชัย                        เพราะประพฤติในพรหมจรรย์ขั้นต่ำนั่น

ผู้เกิดในเทวะโลกประพฤติพรหมจรรย์                              เพียงขั้นกลางขอทรงทราบดังกราบมา

บุคคลประพฤติถึงความบริสุทธิ์                             ในมนุษย์สุดหักยากนักหนา

จะต้องเว้นสู่วิถีทางชีวา                                                         มนุษย์สาผู้ครองเรือนยากเหมือนกัน

ต้องหมั่นบำเพ็ญธรรมประจำใจ                              ยากยิ่งสิ่งใดยิ่งกว่าให้ทานนั่น

จึงเป็นกุศลผลบุญมากกว่ากัน                                              พรหมจรรย์จึงลำบากยากกว่าทาน

และยังได้กุศลมากกว่าหลายเท่านัก                       กษัตริย์จึงมักให้ข้าวปลาเป็นอาหาร

แต่มิอาจล่วงพ้นไกลจากภัยพาล                                         เช่นประหารกิเลสปลงตัดลงไป

แม้ไปเกิดที่บันเทิงเริงอารมณ์                                   ได้สุขสมน้อยนิดจิตสดใส

ยังไม่เท่าสงบระงับดับที่ใจ                                                     สุขอื่นใดเท่าวิเวกใช่เสกกัน

ความสงบระงับนี้มีที่มา                                             ประพฤติพรหมจรรย์พาไปหานั่น

มีทางเดียวซึ่งไปจบครบครัน                                               ขอยืนยันประพฤติขั้นพรหมจรรย์

ตอนองค์อมรินทร์เล่าเรื่องอดีตชาติ

ท่านพระเนมิราชผู้ปราดเปรื่อง                                จะเล่าเรื่องเรานี้มาจากสวรรค์

ชั้นคาวดึงส์เทวะโลกสิ้นโศกกัน                                          เรานี้นั้นเคยเป็นกษัตริย์ขัดติยา

เคยเป็นกษัตริย์เมืองพาราณสี                                  ประพฤติดีเป็นใหญ่อยู่ในหล้า

ประกอบกิจการุนสร้างบุญญา                                               ถวายภัตตาแก่นักพรตริมวารี

หนึ่งหมื่นรูปริมแม่น้ำสีทา                                        ทั้งข้าวปลาด้วยใจรักตามศักดิ์ศรี

เกิดกุศลยิ่งใหญ่พลันในทันที                                               บุญมากมีใหญ่โตคู่โลกา

ครั้นตายไปได้เกิดบนสวรรค์                                   แค่เทวะโลกนั่นสุดหรรษา

ส่วนนักพรตประพฤติพรหมจรรย์นั่นนา                          เกิดสูงกว่าชั้นพรหมโลกแดนวดี

อันเขตแดนพรหมโลกสิ้นโศกศัลย์                        บุญเท่านั้นมีสง่ามีราศี

แดนอุดมสุขสมบูรณ์พูนทวี                                                  บุญมากมีเพราะประพฤติพรหมจรรย์

แม้พรหมจะประเสริฐเลิศกว่าทาน                          บุญเนานานเพราะรักษาศีลลานั่น

ทานและศีลต้องอยู่เป็นคู่กัน                                                 จิตผ่องพรรณลดละชนะใจ

แล้วเหาะกลับไปยังสรวงสวรรค์                             ผ่านดวงจันทน์กลางนภาฟ้าใส

ถึงดาวดึงส์ที่สุดจึงหยุดไป                                                   เข้าภายในทิพย์สถานตระการตา

ตอนเหล่าทวยเทพเทวาขอให้เชิญเสด็จพระเนมิราชมายังเทวะโลก

ฝ่ายทวยเทพเทวาต่างมารับ                                      พระเสด็จกลับมายังดาวดึงส์สา

เสียงวงมโหรีทิพย์สถานเทวา                                   บรรเลงมาไพเราะเสนาะพลัน

ประทับยังแท่นพระราชอาสน์                          ปวงเทวาอภิวาทพร้อมกันนั่น

พระแย้มยิ้มเทวาต่างมากัน                                                    สรวงสวรรค์บรมสุขสิ้นทุกข์ภัย

ฝ่ายเทวาศิษย์พระเนมิราช                                        อดีตชาติก่อนนั้นเป็นมนุษย์ไซร้

เคยรับทานฟังธรรมสรรพเทศน์จับใจ                                มีความนัยใคร่ประสพได้พบกัน

จึงกราบทูลต่อองค์อมรินทร์                                     เคยได้ยินท่านเทศนาทุกครานั่น

เคยเป็นศิษย์ประพฤติดีทั้งชีวัน                                            อยากเห็นกันโปรดเชิญเสด็จพลัน

องค์อมรินทร์จึงมีเทวะบัญชา                                   ให้มาตุลีเทพบุตรสรวงสวรรค์

นำเวชยันตราชรถใหญ่ไปกัน                                                ผ่านดวงจันทน์รับองค์พระทรงชัย

ให้ไปรับยังที่เมืองมิถิลา                                            ยังโลกาเมืองมนุษย์พิสุทธ์ใส

คืนเดือนเพ็ญจันทน์สว่างกระจ่างใจ                                   จงลงไปแล้วเชิญเสด็จมา

ฝ่ายทวยเทพเทวาต่างดีใจ                                         ยิ้มแย้มกันใหญ่ในดาวดึงส์สา

เทพบุตรสารถีรับพระบัญชา                                                  แล้วกราบลาออกพลันไปทันใด

ต่างปลื้มปีตีสิ้นยินดี                                                  เสียงดนตรีไพเราะเสนาะใกล้

คือเสียงทิพย์สานุศิษย์จากจิตใจ                                          ให้เคลิ้มไปบรรเลงเป็นเพลงกัน

ต่างร้องรำรื่นเริงบันเทิงจิต                                       ชาวลูกศิษย์เทวาบนสรวงสวรรค์

อีกไม่นานจะได้พบประสพพลัน                                          รอดวงจันทน์เดือนเพ็ญเย็นใจกัน

ตอนมาตุลีเทพบุตรสารถีจากดาวดึงส์เทวะโลกเหาะไปดาวชมพู

เมื่อนั้น                                                  เทพบุตรมาตุลีบนสรวงสวรรค์

ครั้นถึงคืนเดือนเพ็ญดาวเด่นจันทน์                                  กำหนดวันจะไปยังมิถิลา

นำเวชยันตราชรถอันงดงาม                                    วันคืนยามไปสักครู่ลงสู่หล้า

กำหนดวางเป้าหมายสุดสายตา                                           เพ่งลงมาพอเมาะแล้วเหาะไป

ลอยผ่านดวงจันทราในอากาศ                                 ดังภาพวาดเกลียวคลื่นผ้าผืนใหญ่

มาตุลีและราชรถแก้วอันแววไว                                            สู่ดาวชมพูใหญ่โตคือโลกา

ตอนมาตุลีเทพบุตรสารถีพร้อมเวชยันตราชรถถึงเมืองมิถิลา

เวชยันตราชรถสุดงดงาม                               ถึงเขตคามแดนมนุษย์ที่สุดหล้า

แล้วเคลื่อนลงหมายมุ่งผ่านทุ่งนา                                       เลาะชายป่าเลียบดงพุ่งตรงไป

ถึงเวียงวังหยุดที่หน้าองค์ปราสาท                         ลงจากราชรถสู่ท้องพระโรงใหญ่

ถึงยังท้องพระโรงพลันทันใด                                               พระทรงชัยทอดเนตรด้วยเมตตา

มาตุลีจึงกราบลงกับบาทา                                         ทูลว่าปวงเทวาบนดาวดึงส์สา

น้อมรำลึกพระคุณพระกรุณา                                                ปารถนาจะได้พบประสพกัน

จึงได้นำราชรถมาเชิญเสด็จไป                                 สุดแสนไกลยังเมืองแมนแดนสวรรค์

เทวะโลกแสงส่องงามผ่องพรรณ                                         ผ่านดวงจันทน์คืนสว่างกระจ่างใจ

ตอนพระเนมิราชตรัสตอบแก่มาตุลีเทพบุตรสารถี

เทวะโลกนั้นยังมิเคยไปเลยคุณ                       ฝ่ายนักบุญว่าดาวดึงส์อยู่ใกล้ใกล้

ท่านให้เกียรติลงมานำพาไป                                     ด้วยราชรถสุดใหญ่น่าไปกัน

ขอตอบรับวาระกรรมตามคำเชิญ                            ดีเหลือเกินไปสักครู่ดูสวรรค์

เหล่าทวยเทพคงประสพได้พบกัน                                      คงเป็นวันอมรินทร์ได้ยินดี

แล้วเสด็จออกจากท้องพระโรงไป                           เข้าไปใกล้ราชรถรักมีศักดิ์ศรี

ขึ้นประทับราชรถนั่นในทันที                                               ถามมาตุลีว่า “จะไปอย่างไรกัน”

ตอนพระเนมิราชต้องพระประสงค์ขอไปชมฝ่ายคนบาปก่อนเป็นลำดับแรก

อันเส้นทางไปน่ามองมีสองแห่ง                              ทางสองแพร่งคนบาปหลายและฝ่ายสวรรค์

ได้โปรดเลือกทางใดจะไปกัน                                                พระองค์นั่นทรงตรึกตรองสองนาที

ขอเลือกไปฝ่ายคนบาปสุดหยาบช้า                        จะได้เห็นเต็มตาท่านสารถี

แล้วจะไปดูฝ่ายบุญอบอุ่นดี                                                   มาตุลีดึงอาชาให้พาไป

แล้วเคลื่อนคล้อยออกไปในอากาศ                         ยิ่งงามกว่าภาพวาดเป็นไหนไหน

เห็นหมู่ดาวกระพริบอยู่ไกลไกล                                          ดวงจันทน์ไม่ร้อนแรงสาดแสงมา

เห็นดาวตกพุ่งผ่านสะท้านจิต                                 ดาวน้อยนิดดวงสีแดงมีแสงกล้า

สายลมหอบเวชยันต์ผ่านจันทรา                                         เห็นสายธาราเมืองนรกเกือบตกใจ

ผ่านแม่น้ำเวตรณีเห็นปีศาจ                                     เถาวัลย์ฟาดหนามตอกเท่าหอกใหญ่

มีเพลิงลุกร้อนแรงเช่นแสงไฟ                                              ต่างเห็นภัยน่าอนาถสุดหวาดกลัว

เห็นเหล็กแหลมเสียบร่างเช่นย่างปลา                   อนิจจาดวงจิตผู้คิดชั่ว

เกิดเป็นสัตว์ในนรกถูกชกตัว                                               ถูกสับทั่วร่างกายมะลายไป

บ้างนอนหงายบนไฟเช่นไก่ย่าง                              เปิดปากค้างก้อนเหล็กแดงร้อนแรงใส่

บ้างขึ้นจากน้ำแล้วตายไม่หายใจ                                         นายนิรยะบาลใช่จัดให้กัน

สัตว์นรกได้รับทุกขเวทนา                                        ต่างมีอาการเศร้าสลดรันทดนั่น

เพราะบาปกรรมสร้างมาสารพัน                                          สิ้นชีวันแล้วฟื้นกลับคืนมา

จึงตรัสถามแก่นายสารถี                                           สัตว์นรกเหล่านี้รึบาปหนา

ประกอบกรรมเช่นไรในโลกา                                                จึงได้มาแดนสุดโหดรับโทษทัณฑ์

อันสัตว์นรกเมื่อครั้งเป็นมนุษย์                               จิตต่ำสุดใจคับแคบสุดแสบสัน

ประกอบกรรมทำชั่วติดตัวมัน                                              สร้างทุกวันกรรมเพราะเหตุเจตนา

แล้วนำเสด็จทอดพระเนตรขุมนรก                        เห็นสัตว์ตกนรกมากโขรับโทษา

ถูกจองจำสุดทุเรศเวทนา                                                       พระราชาจึงถามความเป็นไป

ฝ่ายมาตุลีเทพบุตรสารถี                                           ตอบทันทีแดนสุดโหดคือโทษใหญ่

กรรมฆ่าสัตว์จนตายทุกรายไป                                             บ้างจับไล่ยิงนกบ้างตกปลา

ถูกนายนิรยะบาลล่อตัดขอขาด                              น่าอนาถนั่นคือหมอนี่พ่อค้า

เพราะไม่ซื่อดั้นด้นปลอมปนมา                                           ต่ำคุณค่าไร้ศีลธรรมประจำใจ

ของไม่ดีกลับหลอกบอกว่าดี                                    มาตอนนี้ภัยคุกคามหิวน้ำใหญ่

ดิ้นหาน้ำพบแกลบเพลิงนั่นปะไร                                        ลุกเป็นไฟกินแกลบถึงแสบคัน

ได้รับทุกข์เวทนาแสนสาหัส                                     จับมาดัดจิตใจด้วยไฟนั่น

พวกทำร้ายหมู่มิตรบ้านติดกัน                                             แม้เผือกมันเป็นน้ำหนองให้ลองกิน

สัตว์นรกย่อมโหยหิวเพราะชิวหา                           จึงอยากกินอาหารอยู่ไม่รู้สิ้น

จะต้องดื่มนอนสะอื้นบนพื้นดิน                                          แต่วารินกลับกลายมะลายไป

กลายเป็นสิ่งปฏิกูลมาพูนเพิ่ม                                  อาหารเก่ามาเสริมเติมเข้าใส่

น้ำมูตรเน่าส่งสิ้นทั้งกลิ่นไอ                                                  แล้วถูกไฟแผดเผาเป็นเถ้าธุลี

พระราชารู้สึกสลดสยดสยอง                                   เห็นเลือดและน้ำหนองสุดหมองศรี

พวกหยาบช้าบุญไม่ทำสิ้นกรรมดี                                        ครั้นวายชีวีรับกรรมที่ทำไป

ตอนมาตุลีเทพบุตรสารถีนำเสด็จพระเนมิราชไปยังแดนสวรรค์สุขาวดี

มาตุลีเทพบุตรสิ้นสุดทาง                                         เห็นเขาขวางผ่านคูประตูใหญ่

จึงชักราชรถแก้วอันแววไว                                                    เข้าภายในพ้นเขตบาปทรงทราบพลัน

พระราชาทอดเนตรเห็นวิมาน                                 อันตระการตาบนสรวงสวรรค์

มีดอกไม้ปลูกประดับสลับพรรณ                                         หลากสีสันสวยสดสุดงดงาม

หอมรวยรินกลิ่นไอเข้าในจิต                                   นั่งเพ่งพิศจนรอบจึงสอบถาม

ทิพย์วิมานผู้ใดอยู่อยากรู้นาม                                               ช่างงดงามประดับแก้วแววไว

เป็นของเทพธิดาชื่อวารุณี                                         เคยประกอบกรรมดีอย่างใดไว้

จึงได้มีทิพย์วิมานสำราญใจ                                                  เคยเป็นสาวใช้ของพราหมณ์ผู้งามใจ

เทพธิดาวารุณีมีศีลธรรม                                           ทุกเช้านำจัดภัตตารอท่าไว้

เพื่อถวายพระภิกษุผู้สูงวัย                                                     ไร้พิษภัยด้วยเหตุจิตเมตตา

แล้วยังให้ทานอย่างสม่ำเสมอ                                  เพราะเธอมีจิตสำนึกการศึกษา

แยกแยะดีเลวได้สบายอุรา                                                     จึงเป็นเทพธิดาชื่อวารุณี

เวชยันตราชรถผ่านทิพย์วิมาน                                อันโอรานเช่นตำหนักทรงศักดิ์ศรี

ประด้วยแก้วกาญจนามณี                                                      มาตุลีให้ข้อมูลกราบทูลไป

ตอนพระเนมิราชเสด็จเข้าไปยังที่ประทับขององค์อมรินทร์

ฝ่ายพระเนมิราชผู้ปราดเปรื่อง                                 ได้ฟังเรื่องและทอดเนตรทราบเหตุใหญ่

ทั้งฝ่ายบาปบุญเนาจนเข้าใจ                                                  ถึงทันใดเทวะโลกสิ้นโศกกัน

ฝ่ายคนธรรม์ บรรเลงเป็นเพลงรับ                         เสียงตีกรับเสียงสังข์จนดังลั่น

วงมโหรีเครื่องสายออกลายพลัน                                         ดังสนั่นซาบซึ้งติดตรึงใจ

แล้วลงจากเวชยันตราชรถ                                       อันงามงดผ่องผุดพิสุทธิ์ใส

สองข้างทางลุ่มลึกด้วยพฤกษ์ไพร                                       ประดับไว้ให้ดูเป็นคู่กัน

เหล่าทวยเทพปลื้มปีติยินดี                                      ต่างสุขีวันดีมีสีสัน

ในอดีตพระมีคุณบุญอนันต์                                                  จนถึงวันได้พบหน้าองค์ราชันย์

จึงกราบทูลเชิญองค์พระราชา                                  ขอเชิญมาประทับอยู่บนสรวงสวรรค์

อยู่ในทิพย์วิมานสำราญพลัน                                                ที่ดาวดึงส์นี้นั้นสงบและปลอดภัย

อันทิพย์สมบัติดาษดื่นน่าชื่นชม                              สุดรื่นรมย์งามผุดผาดปราสาทใหญ่

แต่มีใช่ของเราโปรดเข้าใจ                                                      กลับไปจะประพฤติธรรมสร้างกรรมดี

จะสำรวมจิตกายวาจาใจ                                           ทานศีลมัยคือของรักเพิ่มศักดิ์ศรี

เพื่อเกิดบุญกุศลนั่นในทันที                                                  ดาวดึงส์นี้คือเป้าหมายในสายตา

คงจะได้รับสิทธิอย่างแท้จริง                                    คือบุญยิ่งนักบนดาวดึงส์สา

แล้วประทับอยู่ชื่นชมสมเวลา                                               เรื่องบุญญาบุญเนาทรงเข้าใจ

ตอนพระเนมิราชเสด็จกลับโดยเวชยันตราชรถไปยังเมืองมิถิลา

แล้วเสด็จกลับยังเมืองมิถิลา                                    ยังโลกากลางหาวดวงดาวใหญ่

สัณฐานกลมนั้นเด่นเห็นแต่ไกล                                          แล้วลงไปสู่แค้วนยังแดนดิน

เวชยันตราชรถอันงดงาม                                         ถึงเขตคามใหญ่โตกรุงโกสินทร์

ชื่อมิถิลานครอมรอินทร์                                                        ข้ามวารินมุ่งตรงแล้วลงไป

หยุดอยู่ที่หน้าปราสาทราชวัง                                   เสียงระฆังย่ำรุ่งแดงฟ้าแสงใส

มาตุลีกราบบาทาแล้วลาไป                                                    พระชื่นใจหมอกน้อยลอยตามมา

แล้วเสด็จเข้าไปประทับบัลลังก์                               สิ้นเสียงดังอำมาตย์ซ้ายและฝ่ายขวา

จึงเข้ามากราบองค์พระราชา                                                 โปรดเมตตาเล่าเรื่องพบประสบการณ์

ตอนพระเนมิราชนำเรื่องราวที่ได้พบเห็นมาเล่าให้แก่ปวงชน

เมื่อนั้น                                                                          พระราชาจิตมั่งคงคิดสงสาร

จึงเล่าเรื่องบาปกรรมเช่นตำนาน                                         ได้พบพานแดนนรกเกือบตกใจ

ทั้งเล่าเรื่องเทวะโลกสิ้นโศกศัลย์                             งามผ่องพรรณทิพย์วิมานเล่าขานไข

หมั่นให้ทานรักษาศีลตลอดไป                                             เป็นทุนชัยภพหน้าสุขาวดี

ทรงปกครองแผ่นดินร่มเย็นเป็นธรรม                   พระน้อมนำหลักไกลทุกข์ให้สุขี

ทรงให้ทานแก่ไพร่ฟ้าประชาชี                                               จนพบว่ามีสีขาวขึ้นพราวตา

ตรัสเรียกพระโอรสผู้งดงาม                                     วันคืนยามพ่อได้เห็นเส้นเกศา

นี่คือผมหงอกจะออกบรรพชา                                              สมบัติกษัตราเจ้าจงรับไป

แล้วทรงออกบวชประพฤติพรหมจรรย์                 จิตผ่องพรรณโอ้มนุษย์พิสุทธิ์ใส

เจริญพรหมวิหารสี่นั่นจนมั่นใจ                                          จนพ้นภัยได้สาธุบรรลุธรรม

- – - – -  จบ  - – - – -

ผนวก  ก   :     ภาพประกอบเรื่องพระเนมิราชคำกลอน

พระเนมิราช คำกลอน

พระเนมิราช คำกลอน

 ประวัติย่อผู้ประพันธ์

 

พลตรีพิจิตร      ขจรกล่ำ

พลตรีพิจิตร ขจรกล่ำ

ชื่อ     พลตรีพิจิตร      ขจรกล่ำ    

เกิด    วันจันทร์ที่   ๑๔  กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๘

สถานที่เกิด   ค่ายจิระประวัติ  อ.เมือง จ.นครสวรรค์  (กองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๔)

บิดา   ร้อยเอกจวง  ขจรกล่ำ   มารดา  นางประไพ     ขจรกล่ำ 

การศึกษา  

           ชั้นประถม  โรงเรียนอนุศาสน์สวรรค์  และโรงเรียนปากน้ำโพประชานุเคราะห์

           ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น       โรงเรียนโพฒิสารศึกษา

           ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย    โรงเรียนเตรียมทหาร    ชั้นปีที่ ๒

           ชั้นอุดมศึกษา                       โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า  ชั้นปีที่ ๕

การศึกษาหลังรับราชการ

           วิทยาลัยการทัพบก  ชุดที่  ๔๖

เหล่า   ทหารราบ

ปัจจุบัน

           ตำแหน่ง              ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก 

           ตำแหน่งพิเศษ     นายทหารพิเศษประจำกรมนักเรียนนายร้อย  รักษาพระองค์

ผลงานในอดีต

             วาระสุดท้ายและสิ่งที่เป็นอมตะของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชอยู่ที่ไหน

             ตำนานมหากาพย์แห่งอโยธยา ( คำกลอน ) ภาคที่ ๑ – ๙

สาเหตุที่ประพันธ์ 

           เพื่อทำการศึกษาด้วยตนเอง  และเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น 

 

พระเตมีย์คำกลอน

ตอนเมืองพาราณสี

                 ชาดกเรื่องที่หนึ่งจงพึงรู้                                            บันทึกอยู่คู่กับพระศาสนา

     พระเตมีย์เรื่องเก่าท่านเล่ามา                                                กาลเวลาพ้นผ่านมานานปี

             กษัตริย์นามว่าพระเจ้ากาสิกราช                              องค์ขวัญชาติอยู่เมืองพาราณสี

        พระมเหสีนั้นชื่อจันทรเทวี                                                    แต่ไม่มีพระโอรสพระยศไกร

ตอนพระนางจันทรเทวีตั้งจิตอธิฐานขอพระโอรส

             จันทรเทวีหมั่นถือศีลภาวนา                                   กัลยาอยากมีโอรสให้สดใส

         จึงคิดขอจากเทวาสุราลัย                                            ให้สมใจเยาวเรศโปรดเมตตา

              พระนางจึงตั้งจิตอธิฐาน                                           โปรดบันดาลให้มีพระโอรสสา

        ข้านี้อยู่ในศีลภาวนา                                                   สร้างบุญญาประสิทธิ์ในจิตใจ

          โปรดบันดาลให้ข้ามีโอรสเถิด                                  ให้มาเกิดเพื่อชี้ทางสว่างไสว

     สืบชาติศาสน์กษัตริย์และฉัตรชัย                                 เนิ่นนานไปทั้งธานินให้ยินดี

              ด้วยอานุภาพถือศีลภาวนา                                       เหล่าเทวาจะปลดทุกข์ให้สุขขี

              จึงบันดาลตั้งครรภ์ในทันที                                      ต่างเปรมปรียพระองค์นั้นทรงครรภ์

  ตอนประสูติพระโอรส

                         พระเจ้ากาสิกราชดีพระหทัย                                    ต่างชื่นใจจะมีพระโอรสนั่น

            ครบกำหนดเก้าเดือนกับสิบวัน                                            ได้เวลาเลื่อนลั่นในทันที

                        ประสูติออกมาเป็นพระโอรส                                    งามหมดจรดมีสง่ามีราศี

            พระราชทานนามว่าพระเตมีย์                                              แปลว่ายินดีต่อจากนี้ไป

                    พระราชาอยากรู้จึงสอบถาม                                     คณะพราหมณ์เรืองฤทธิ์ผู้ชิดใกล้

           จงตรวจดูพระเตมีย์แต่นี้ไป                                                  เป็นอย่างไรจงชี้แจงแถลงมา

ตอนคณะพราหมณ์ถวายคำทำนาย

                     พราหมณ์ตรวจชะตาตามโหราศาสตร์                   ดวงขวัญชาติมีศักดิ์ตามทักษา

                    จะยิ่งใหญ่ไตรภพจบโลกา                                         เป็นราชาครองสมบัติใต้ฉัตรชัย

                        มีลักษณะเป็นมนุษย์สุดประเสริฐ                            ชาติกำเนิดราศีสิงห์จะยิ่งใหญ่

                    หมดสิ้นคำที่ถวายทำนายไป                                      พึงพอใจเชื้อกษัตริย์ขัดติยา

                        จึงคิดวางแผนอุ้มชูและดูแล                                  จึงจัดแม่นมมาปกปักรักษา

                      หกสิบสี่คนเลิศล้ำตามตำรา                       ทุกเวลาหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกัน

                   ฝ่ายแม่นมพาลงสรงในคงคา                                   กลิ่นบุปผาหมอหวนยั่วยวนนั่น

          ดอกพิกุลหอมดีชื่นชีวัน                                         หลากสีสันร้อยเป็นพวงเพื่อดวงใจ

ตอนฝ่ายโกษาจับผู้ร้ายได้จำนวนสี่คน

                   ประชาชนไม่รักดีพบสี่คน                                         ข้อหาปล้นผ้าไหมอยู่ใกล้ใกล้

            ฝ่ายโกษาจับพวกมันได้ทันใด                                               ถูกขังอยู่ในคุกสิ้นสุขกัน

                    ฝ่ายโกษาสอบสวนคดีความ                                     เรื่องไม่งามประชาชนสี่คนนั่น

           ต่างยอมรับว่ากระทำก่อกรรมกัน                               เรื่องโทษทัณฑ์พระราชาอาจปราณี

                        แล้วนำเรื่องขึ้นกราบบังคมทูล                                เกิดอาดูรตามสำนวนแนบมานี้

            ขอได้โปรดรูปความตามคดี                                           เว้นชีวีตามเหตุโปรดเมตตา

ตอนพระราชาพิพากษาโทษนักโทษสี่คน

                        พระราชาผู้เก่งกล้าและสามารถ                               มีอำนาจหลายหลากพิพากษา

            อุ้มเตมีย์ไปชำระคดีที่มีมา                                              ลงอาญาทุกนายเป็นรายไป

                สมคบคิดก่อกรรมกระทำผิด                                    แม้เพียงทรัพย์น้อยนิดแต่ผิดใช่

           ตามระบอบพระราชาธิปไตย                                        การตัดสินใจอยู่ที่พระราชา

         คนที่หนึ่งให้เอาหวายเข้าเฆี่ยนตี                            เลือกหวายมีหนามตามคำพิพากษา

          คนที่สองให้ขังตีตรวนตรา                                         ให้ทำงานโยธาตัดหญ้าไป

              คนที่สามให้เอาฉมวกแทงศีรษะ                             ไม่ลดละเพราะสมรู้เป็นผู้ใหญ่

         ให้เอาเลือดล้างผิดทุกทิศไป                                         แทนผ้าไหมเนื้อดีมีราคา

               คนสุดท้ายให้เอาหลาวเสียบทวาร                          จงทรมานตามคำพิพากษา

               ให้ทะลวงจนถึงตายวายชีวา                                       ลงอาญาทันใดอย่าไว้นาน

                     เตมีย์หวั่นต่อไปภายภาคหน้า                                  ถ้าเป็นพระราชาแล้วคงสิ้นสงสาร

            จะก่อกรรมมิอาจหลีกไปอีกนาน                              ดวงวิญญาณตกนรกเศร้าโศกา

ตอนพระเตมีย์ระลึกชาติเคยตกนรกนานถึงเจ็ดพันปี

                   จึงทำสมาธิย้อนกลับไปอดีตชาติ                            เคยเด็ดขาดตัดสินวันพิพากษา

         ครั้งดำรงยศเป็นกษัตริย์ขัดติยา                            ลงอาญาหวาดเสียวเช่นเดียวกัน

                    เมื่อสิ้นลงตกนรกเจ็ดพันปี                                       พระเตมีย์สั่นรัวหวาดกลัวนั่น

          ทำอย่างไรไม่ตกนรกชั่วกัปกัลป์                                    เรื่องบาปนั้นจะไม่ทำอีกต่อไป

                 พระเตมีย์ตรึกตรองถึงบาปกรรม                            ถ้าไม่ทำบาปไม่ตกนรกหมกไหม้

            เราจะไม่ตกนรกอีกต่อไป                                      จึงตั้งใจเกื้อการุนสร้างบุญญา

ตอนเทพธิดาผู้รักษาเศวตฉัตรปรากฏกายให้เห็น

                          องค์เทพธิดาผู้หยั่งรู้จิตใจ                                   รู้ความนัยดวงจิตพระโอรสสา

             ปรากฏจากที่ลับเห็นกับตา                                            สวยโสภาคิ้วคางสำอางองค์

                         หากพระองค์ยังหวั่นกระทำบาป                           เพราะใจหยาบมีโลภโกรธหลง

             ถ้าอยากพ้นตกนรกนั่นอย่างมั่นคง                                  หลับตาลงแม้ผู้คนอย่าสนใจ

                          จงทำตนเป็นคนหูหนวกเถิด                                 ว่าเกิดมาให้เขาเห็นว่าเป็นใบ้

               ทั้งง่อยเปลี้ยเสียขาทุกท่าไป                              จงอย่าให้สิ่งใดมานำพาไป

                         อย่าให้รู้ว่าเราเป็นคนฉลาด                                ทั้งพระญาติห้ามรู้แม้ผู้ใหญ่

             ต้องอดทนอดกลั้นทุกวันไป                                   จงตั้งใจเถิดโอรสพระราชา

ตอนพระเตมีย์ไม่พูดและทำตนเป็นคนง่อยเปลี้ยเสียขา

                    จึงตั้งจิตทำตนเป็นคนใบ้                               หูหนวกใช่ทั้งง่อยเปลี้ยและเสียขา

             แส้รงทำเป็นคนโง่ไม่โกรธา                              นั่งหลับตาในพระวิสูตรไม่พูดจา

                   พระราชาพระมเหสีวิตกจริต                           จึงครุ่นคิดตรองตรึกนั่งปรึกษา

          ทำอย่างไรจงช่วยกันใช้ปัญญา                        ให้แพทย์มาตรวจสอบรอบครอบไป

                         ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปเช่นนี้                               อยู่กับที่ไม่เลื่อนไม่เคลื่อนไหว

             หรือมีเรื่องสะกิดในจิตใจ                                    หรือพิษภัยจากอาหารและการกิน

                   ตอนประสูติโหราก็ว่าดี                              มาบัดนี้เป็นไปแทบใจสิ้น

             อยากขอพรขึ้นไปให้ได้ยิน                                ยังองค์อินทร์ปกเกศโปรดเมตตา

                  ฝ่ายแพทย์หลวงตรวจระบบประสาท                     ไม่ผิดพลาดดูผิวพรรณสุดหรรษา

             ตรวจกล้ามเนื้อทุกมัดเด่นชัดตา                                   ทั้งกายาประกอบองค์มั่นคงดี

             แล้วจึงกราบถวายรายงานไป                                   เห็นสดใสหัวใจดีเต้นถี่ถี่

             ทุกประสาทรับรู้ยังอยู่ดี                                    ในวันนี้เลือดไหลเวียนไม่เปลี่ยนไป

                         ตามหลักการโสตศอที่พอรู้                               ประสาทหูเสียเห็นจะเป็นใบ้

             หูส่วนกลางรูปทั่งอาจพังไป                                       สิ้นทางแก้ไขกันหูชั้นใน

ตอนทดสอบพระเตมีย์ด้วยวิธีการต่าง ๆ

                    ครั้นเจริญชนมายุสองพระชันษา                      นำลำใยมาล่อเห็นห่อใหญ่

          พระเตมีย์รู้ว่ากลไม่สนใจ                                  จึงนั่งหลับตาไปมิใยดี

                   ครั้นเจริญชนมายุสี่พระชันษา                         นำของหวานมามากล้วนหลากสี

             มาหลอกล่อสวรเสพระเตมีย์                                     รู้ทันทีว่ากลไม่สนใจ

                         ครั้นเจริญชนมายุห้าพระชันษา                               นำไฟมาจุดขึ้นขู่เป็นหมู่ใหญ่

             พระเตมีย์รู้ว่ากลไม่สนใจ                                   จึงนั่งหลับตาไปมิใยดี

                          ครั้นเจริญชนมายุหกพระชันษา                               นำช้างมาอยู่นิ่งไม่วิ่งหนี

             มาหลอกล่อสวรเสพระเตมีย์                                    รู้ทันทีพ่อเล่นกลไม่สนใจ

                         ครั้นเจริญชนมายุเจ็ดพระชันษา                              เอางูมาขู่แผ่แม่เบี้ยใหญ่

             พระเตมีย์รู้ว่ากลไม่สนใจ                                    จึงนั่งหลับตาไปมิใยดี

                         การทดสอบยังกระทำอยู่เนืองเนือง                       ไม่ขัดเคืองไม่สนุกไม่ลุกหนี

             แต่เด็กอื่นหวาดกลัวกันวิ่งทันที                                    พระเตมีย์รู้ว่ากลไม่สนใจ

                         ครั้นเจริญชนมายุตกสิบหกปี                                   พระเตมีย์ยังทำตนเป็นคนใบ้

             แกล้งหูหนวกเสียงบ่นก็ทนไป                                ไม่เคลื่อนไหวทั้งสิ้นไม่ยินดี

ตอนพระราชาทรงปรึกษากับฝ่ายต่าง ๆ

                         ฝ่ายพระราชากาสิกราช                                    สุดอนาถลูกรักสิ้นศักดิ์ศรี

             จึงเชิญพราหมณ์ทำนายมาที่ว่าดี                                แต่ตอนนี้เป็นใบ้ไร้วิญญา

                ฝ่ายพราหมณ์นั้นจึงกราบบังคมทูล                      เกิดอาดูรควรนำไปเข่นฆ่า

             ให้นำไปฝังทันทีทั้งชีวา                                         ที่ป่าช้าในเทือกเขาลำเนาไพร

                         พระราชาทุกข์ระทมสุดขมขื่น                        ไม่สดชื่นไปอยู่ป่าใช่อาศัย

           พระโหราเคยว่าดีแต่นี้ไป                                ให้เสียใจเป็นกาลกินีพลัน

ตอนพระเจ้ากาสิกราชให้นำพระเตมีย์ไปยังที่ป่าช้าผีดิบในดินแดนไกลโพ้น

          มีพระราชดำรัสแล้วตรัสว่า                              จงนำไปยังป่าช้าผีดิบนั่น

            ให้ขุดหลุมฝังทันทีทั้งชีวัน                           ทุกฝ่ายนั้นอยู่ตรงหน้ามองตากัน

              นายสุนันทะน้อมรับพลันพระบัญชา                      จัดรถมาโดยไวทันใจนั่น

             อุ้มพระเตมีย์ใบ้ขึ้นใส่พลัน                             เสียงเลื่อนลั่นรถน้อยเคลื่อนคล้อยไป

              ฝ่ายพระมเหสีร้องไห้คร่ำครวญ                              แม่จวนตายลูกล้อเล่นไม่เป็นใบ้

       แม่รักเจ้าสุดสวาทแทบขาดใจ                               แม่อาลัยแม่รักลูกย่อมผูกพัน

             พระเตมีย์ได้สดับเสียงมารดา                         โอ้แม่จ๋าลูกนี้รู้ดีนั่น

             ลูกจะไม่ตกนรกอีกชั่วกัปกัลป์                                      ตัดสินใจพลันใช่จะไปดี

ตอนนายสุนันทะนำพระเตมีย์ไปฝังยังป่าช้าผีดิบโดยราชรถแก้ว

                    ราชรถแก้วจะไปป่าเทียมม้าลาก                       แล้วออกจากเมืองพาราณสี

             สู่ทุ่งกว้างยามสายพระพายดี                               ถึงทันทีป่าเขาลำเนาไพร

                         ถึงป่าช้าผีดิบหยุดลงขุดหลุม                                  ใต้ต้นไม้พุ่มเดียวสีเขียวใหญ่

            เราจะฝังลงในดินให้สิ้นไป                                     ขุดโดยไวหลุมสำคัญพระบัญชา

                         พระเตมีย์จึงลงจากราชรถ                                พระทรงยศทดสอบกำลังกล้า

             ยกราชรถที่องค์พระทรงมา                                   สูงเลยวาด้วยกำลังพระกายา

                         แล้วเสร็จพระจึงวางราชรถลง                           เสด็จมุ่งตรงทันใดเข้าไปหา

             ไปโดยเงียบครั้นถึงห่างหนึ่งวา                                     ไม่พูดจาทอดเนตรสังเกตกัน

                         นายสุนันทะขุดอยู่ไม่รู้เห็น                                ลมพัดเย็นกลิ่นพฤกษาโชยมานั่น

             พระเตมีย์ถามว่าขุดไปทำไมกัน                                 นายสุนันทะวางจอบแล้วตอบมา

                         เราจะขุดหลุมนี้ฝังพระโอรส                                    พระทรงยศง่อยเปลี้ยและเสียขา

             เกิดมาหูหนวกเป็นใบ้ไร้วิญญา                                   พระราชาตรัสสั่งให้ฝังดิน

                     พระโอรสถ้าสูญหายหรือตายไป                            จะปลอดภัยบ้านเมืองใหญ่จะไม่สิ้น

             จึงเงยหน้ามองยื่นพ้นพื้นดิน                                    ตาพร่ามัวไม่ชินแต่ยินดี

                         ท่านคือใครขอทราบนามรูปงามนัก                        ทั้งวงพักตร์มีสง่ามีราศี

            เป็นมนุษย์หรือเทวาไร้ราคี                                    ตัวเรานี้อยากรู้คือผู้ใด

                         เรานี้คือเตมีย์โอรสพระราชา                               เราพูดจาใช่ล้อเล่นไม่เป็นใบ้

             มิใช่ง่อยเปลี้ยเสียขาแต่อย่างใด                                  ดูใกล้ใกล้แล้วจงมองทั้งสองตา

                         พระราชานั้นทรงเป็นเจ้านาย                               เราลูกชายพระราชาองค์นี้หนา

             ถ้าฝังเราไม่เป็นธรรมนำชีวา                                     พระราชาดุจต้นไม้ก็คล้ายกัน

                         พระราชาเปรียบดั่งโคนของต้นไม้                          เราลูกชายเปรียบดังกิ่งก้านนั่น

             ท่านอยู่ใต้ร่มเงาสุขอยู่ทุกวัน                                  ใต้ร่มไทรนั้นสุขกายสบายใจ

                         ถ้าท่านฝังเราลงในพื้นปฐพี                                 ทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรมสุดซ้ำใช่

             นายสารถีจึงนั่งและฟังไป                           ตรึกตรองว่ามิใช่พระเตมีย์

                         พระโอรสจึงคิดหาทางอธิบาย                             จึงตรัสบอกแก่นายสารถี

             หากฝังเราเช่นทำร้ายมิตรไมตรี                                 ซึ่งคนดีย่อมผูกมิตรด้วยจิตใจ

                         ผู้ใดไม่ทำร้ายมิตรไมตรี                                    มิตรยินดีร่วมทางไปทั้งไกลใกล้

             ไม่อดอยากมากมิตรจะปลอดภัย                                ไปที่ใดชนทุกผู้ต่างบูชา

             แม้พบโจรไม่ก่อกรรมไม่ทำลาย                          เกิดละอายแม้โจรใหญ่จะไม่กล้า

             เช่นหว่านข้าวพันธ์ใดลงในนา                               ครบเวลาอาจใช้เคียวเก็บเกี่ยวไป

              เกิดเป็นมนุษย์แม้ร่างจะน้อยนิด                      หากมากมิตรเปรียบดังต้นไทรใหญ่

             แม้จะมีพายุพัดสลัดใบ                                  เหล่ารากไทรมีอยู่ทั่วย่อมพัวพัน

                         แม้พายุจะรุนแรงสักปานใด                           ไม่หวั่นไหวรากใบสดใสนั่น

             ย่อมต้านทานเอื้ออำนวยและช่วยกัน                          เช่นสร้างสรรค์ทุกสำนักสามัคคี

                         สิ้นเสียงพระเตมีย์พระอธิบาย                            ลมโชยมาต้องกายนายสารถี

             ให้ชุ่มฉ่ำคิดพลันได้ทันที                                จึงจรลียังราชรถพระยศไกร

                         ถึงยังราชรถแก้วอันงามงอน                        ให้ร้าวรอนพระเตมีย์ใบ้นั้นไปไหน

             จึงตรึกตรองหันมาดูใช่ผู้ใด                                  กราบลงไปจิตชุ่มชื่นยิ่งตื้นตัน

                         ข้านายสารถีจะพาท่านกลับไป                          อย่าช้าใยเชิญเสด็จขึ้นราชรถนั่น

             จะได้กลับสู่บ้านเมืองเลื่องลือกัน                                  กิจวันนี้ฝังมนุษย์สิ้นสุดไป

                         เรานี้จะไม่กลับไปอีกแล้ว                                 เวียงวังแก้วสวยงามมีน้ำใส

             สิบหกปีแม้อยู่ดีไม่มีภัย                                   เมืองวิไลเพลิดเพลินเจริญตา

                         เรามิยินดีในราชสมบัติ                                 เราจะตัดสิ่งภิรมย์สมปารถนา

             ไม่ทำบาปก่อกรรมไม่นำพา                                    สร้างบุญญาสงบระงับและดับภัย

                         พระบิดาและมารดาของเรานี้                                   ต่างคิดดีให้เราออกข้างนอกใช่

             พ้นจากราชสมบัติและฉัตรชัย                                 เราจะบวชอยู่ในป่าดงพงไพร

                          พระเตมีย์จึงตรัสชื่นชมยินดี                             ว่า “ผู้ที่ไม่ใจเร็วด่วนได้”

             “ย่อมได้รับผลสำเร็จด้วยดีไป”                                  สุนันทะรู้ใจพระเตมีย์

                         ข้าจะขอบวชรับใช้พระองค์                                 พระเตมีย์มั่นคงต่อนายสารถี

             ตอบว่าสองเราหายไปคงไม่ดี                          จึงควรที่ใช่ลาลับต้องกลับไป

                          แม้แต่ราชรถและเครื่องประดับ                                ถ้าหายลับทางวังคงเกิดสงสัย

            ทางที่ดีพร้อมสรรพนำกลับไป                             กราบทูลให้พระสดับแล้วกลับมา

  ตอนนายสุนันทะกลับไปยังเมืองพาราณสี

                         นายสุนันทะนั้นจึงรีบกลับไป                         ผ่านขุนเขาป่าใหญ่ใบหนา

             ครั้นถึงวังเข้าไปกราบพระราชา                                 กราบทูลว่าเรื่องสำคัญพระบัญชา

                         พระเตมีย์นั้นงามสง่าและน่ารัก                    ได้ประจักษ์ใช่ง่อยเปลี้ยและเสียขา

             หูไม่หนวกผิวพรรณสุวรรณา                                 คำพูดจาเสียงไพเราะเสนาะกัน

                         อันสาเหตุจริงที่แสร้งแสดงมา                   คือมายาหลอกตาทุกครานั่น

             ไม่ต้องการราชสมบัติผูกมัดกัน                        เรื่องบาปนั้นไม่มีคิดในจิตใจ

ตอนพระราชบิดาให้จัดขบวนแห่ไปรับพระเตมีย์

                         พระราชาได้สดับคำกราบทูลมา                         พระเตมีย์อยู่ป่าปัญหาใหญ่

             พระมารดายินดีสุขที่ใจ                            จะต้องไปแล้วรับพากลับมา

                         โปรดให้จัดขบวนยิ่งใหญ่ออกไปรับ                       งามพร้อมสรรพขบวนไปถึงในป่า

             พบพระเตมีย์นั่งอยู่ในศาลา                                   อันเทวาเนรมิตฤทธิไกร

                         พระราชาพระมารดาเสด็จไปถึง                            พระเตมีย์จึงออกจากศาลาใหญ่

             ลงมาต้อนรับกันในทันใด                                      คำปราศรัยทุกชีวินได้ยินดี

                         อันรูปกายปรากฏโอรสรัก                                          ในสำนักเรียกชื่อว่าฤาษี

              กินพืชผักหน่อไผ่เนื้อไม่มี                               ผิวพรรณดีรูปลักษณ์ประจักษ์ตา

                         พระราชาทอดพระเนตรอยู่โดยรอบ                จึงสอบถามความพอใจอยู่ในป่า

             เรื่องอาหารสามยามตามเวลา                                     การได้มาบริโภคนั้นเป็นฉันใด

                         อันอาหารการกินในถิ่นนี้                                 พืชผักมีขึ้นเป็นกอเช่นหน่อไผ่

             อีกเห็ดโคนอยู่บนดินมิสิ้นไป                                     ห่อย่างไฟกินได้หมดมีรสดี

                         มาพบกันพูดคล่องสุดผ่องใส                            ด้วยเหตุใดจึงมีสง่ามีราศี

             ที่แข็งแรงทุกวันผิวพรรณดี                              เพราะไม่มีเรื่องเศร้ารุมเร้าใจ

                         มิต้องคิดวันเวลาอนาคต                                 เป็นนักพรตอยู่ป่าถิ่นอาศัย

             อยู่พอควรไม่ข้องขัดเรื่องปัจจัย                                  จิตเป็นใหญ่มีความสุขอยู่ทุกวัน

                         แต่ถ้าจิตเป็นพาลสันดานหยาบ                              จะซึมซาบวิปโยคทุกข์โศกนั่น

             เพราะมัวคิดเรื่องเก่าซึมเศร้ากัน                               ไม่ผ่องพรรณราศีถอดไม่ปลอดภัย

                         พระราชาได้สดับให้จับจิต                                 จึงครุ่นคิดเลิกอยู่ป่าที่อาศัย

             ลูกนี้เป็นคนหนุ่มกลัดกลุ้มใจ                                   จะมาอยู่ทำไมในวนา

                         กลับบ้านเถิดพ่อแม่ก็แก่เฒ่า                          ได้อยู่เหย้าเฝ้าตำหนักช่วยรักษา

             จะได้ครองราชย์สมบัติกษัตรา                                   เป็นพระราชาแทนพ่อคนต่อไป

                         จะได้มีโอรสมีพระธิดา                                      ร่วมนำพาบ้านเมืองให้ยิ่งใหญ่

             เมื่ออายุมากจึงอยู่ป่าวนาลัย                                  ให้สุขใจเป็นฤาษีมุนีไพร

                         คนหนุ่มบวชนั้นชนย่อมสรรเสริญ                อย่ามัวเพลินปัญญาเบามัวเมาไซร้

             เรื่องความตายอาจเข้ามาเวลาใด                              นิ่งนอนใจอาจล้มตายวายชีวัน

                         เช่นอายุฝูงมัจฉาในวาริน                           น้ำจะสิ้นวันใดรู้ไหมนั่น

             ถ้าน้ำน้อยคือแล้งน้ำแห้งพลัน                                ตายเช่นกันเพราะข้องขัดเรื่องปัจจัย

                         พระราชาพยายามอยู่สามหน                                   แต่ไร้ผลทุกคราตอบว่าไม่

             แม้หลอกล่อว่าสุขไม่ทุกข์ใจ                                      ทรัพย์สิ่งใดปารถนาจะมาพลัน

                          วันคืนมีแต่จะล่วงเลยไป                             มีสมบัติสุขใจที่ไหนนั่น

             มีแต่จะต้องแก่ลงควรปลงกัน                                เห็นทุกวันความเที่ยงแท้ไม่แน่นอน

                         ความสุขไม่อาจชนะต่อความตาย                    ทั้งหญิงชายตายทุกผู้เช่นครูสอน

             แม้มีทรัพย์มิอาจช่วยต้องม้วยมรณ์                               แต่ก่อนตายควรทำดีทั้งชีวัน

ตอนพระเตมีย์ตอบปฏิเสธพระราชา

                         อาตมาบรรพชาแล้วไม่ขอรับ                               เรื่องทรัพย์และสมบัติของพ่อนั้น

             เครื่องยึดเหนี่ยวต่อลูกสิ้นผูกพัน                              ขอยืนยันบรรพชิตไม่ติดใจ

                         ฝ่ายพระราชาได้สดับสัจวาจา                            ทั้งชีวาไม่ข้องเกี่ยวยึดเหนี่ยวไซร้

             แม้แต่ทรัพย์สมบัติใต้ฉัตรชัย                                 ตรึกตรองไปเกิดรู้ทันด้วยปัญญา

                         อันมนุษย์บนโลกเรามีเท่านี้                              ทรัพย์ที่มีกองใหญ่แม้ใฝ่หา

             มากเท่าใดกองโตเท่าโลกา                                   เมื่อตายลงหมดปัญญานำพาไป

                         ทรัพย์สมบัตินอกกายต้องหายหมด              จิตรันทดเรื่องจริงทุกสิ่งใช่

             เมื่อเกิดมาต้องตายมะลายไป                                   ไม่มีใครอายุยืนเป็นหมื่นปี

ตอนพระเจ้ากาสิกราชและพระมเหสีมีพระราชดำริออกบวช

                         พระดำริละราชสมบัติทั้งหลาย                         ทั้งหญิงชายรวมทั้งพระมเหสี

             ต่างออกบวชตามกันในทันที                                  พระยินดีได้ลดละชนะชัย

                         ชัยชนะอื่นใดแสนไม่แม้นเหมือน                        ชัยชนะเตือนเจ้าตนมีผลใหญ่

             ชนะจริงชนะความคิดคือจิตใจ                                 ชนะไฟกิเลสเราควรเผากัน

___  จบ ___

ผนวก ก :  ภาพประกอบเรื่องพระเตมีย์คำกลอน

พระเตมีย์ไม่พูดกับใคร

พระเตมีย์

 ภาพที่ 1  พระเตมีย์ไม่พูดกับใคร ๆ เป็นเวลา 16 ปี ( ศิลปะพม่า )

พระเตมีย์ทรงยกราชรถ

พระเตมีย์ทรงยกราชรถ

  ภาพที่ 2 พระเตมีย์ทรงทดสอบพระกำลังด้วยการยกราชรถ

กำหนดงานหล่อพระพุทธรูปปางมารวิชัย

ขอเชิญร่วมพิธีเททองหล่อพระพุทธรูปปาง มารวิชัยยุคเชียงแสนปลายหน้าตัก ๑๙ นิ้ว
ณ วัดบางกร่าง ต.บางกร่าง อ.เมือง จ.นนทบุรี
วันเสาร์ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๖

กำหนดการ
วันศุกร์ที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ตรงกับขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๒
เวลา ๑๖.๑๕ น. พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์
เวลา ๑๗.๑๕ น. พราหมณ์บวงสรวงเทพยดา
เวลา ๑๙.๒๕ น. จุดเทียนชัยพุทธาภิเษก

วันเสาร์ที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ตรงกับแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๒
เวลา ๐๘.๓๕ น. พราหมณ์บวงสรวงเทพยดา
เวลา ๐๙.๓๕ น. แห่องค์กฐินสามัคคีรอบอุโบสถ
เวลา ๑๐.๐๕ น. พิธีถวายผ้ากฐินสามัคคี
เวลา ๑๒.๐๕ น. ประกอบพิธีเททองหล่อพระพุทธรูป
เวลา ๑๒.๓๐ น. ถวายผ้าป่าสามัคคี
ขอเรียนเชิญพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมพิธีสร้างเสริมบุญบารมีครั้งนี้โดยพร้อมเพรียงกัน
เพื่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขแก่ประเทศชาติบ้านเมืองและพวกเราทั้งหลาย
ท่านที่ต้องการเสริมบารมีด้วยการเข้าร่วมพิธีอันศักดิ์สิทธิ์
โปรดติดต่อสำนักงาน เจ้าอาวาสวัดบางกร่างเพื่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
วัดบางกร่าง ต.บางกร่าง อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี
โทรศัพท์ 02-446-2986
โทรสาร 02-446-2937

พระปางมารวิชัย ต้นแบบขี้ผึ้ง

พระปางมารวิชัย ต้นแบบขี้ผึ้ง

พระปางมารวิชัย ต้นแบบขี้ผึ้ง

พระปางมารวิชัย ต้นแบบขี้ผึ้ง

 

พระปางมารวิชัยแบบยุคเชียงแสน

พระปางมารวิชัยแบบยุคเชียงแสน

พระอุปคุต

พระอุปคุต

 

http://watbangkrang.blogspot.com/

วันเข้าพรรษา

วันเข้าพรรษา จัดเป็นพิธีกรรมของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา โดยท่านต้องประพฤติปฏิบัติตามพระพุทธบัญญัติ (ข้อที่ตั้งขึ้นให้รู้ทั่วกันการกำหนดเรียก การวางเป็นกฎข้อบังคับ) ที่ทรงวางเป็นระเบียบข้อบังคับให้พระสงฆ์ต้องเขาจำพรรษาในสถานที่ที่ทรงอนุญาตให้เข้าอาศัยอยู่ได้ และพิธีกรรมวันเข้าพรรษานี้ พุทธศาสนิกชนได้มีส่วนร่วมประกอบคุณงามความดีตามหน้าที่ของชาวพุทธ เพื่อช่วยเหลือพระสงฆ์อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งมีประวัติที่น่าสนใจวันเข้าพรรษา เริ่มตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำเดือน ๘ จนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ เรียกว่า ครบไตรมาส คือ ๓ เดือนนี่เป็นการเข้า “พรรษาต้น”ส่วนการเข้า”พรรษาหลัง”เริ่มตั้งแต่วันแรมค่ำ ๑ เดือน ๙ จนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒

พิธีกรรมของสงฆ์ ก่อนจะถึงวันเข้าพรรษา

พระท่านจะทำการซ่อมแซมเสนาสนะที่ชำรุดทรุดโทรมให้อยู่ในสภาพที่ดีที่ใช้อยู่อาศัยได้ จัดการปัดกวาดหยากไย่ เช็ดถูให้สะอาด สาเหตุที่ต้องกระทำเสนาสนะให้มั่นคงและสะอาด ก็เพื่อจะได้ใช้บำเพ็ญสมณกิจในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาได้เต็มที่ ไม่ต้องกลัวฝนจะรั่วรดอุโบสถ ไหว้พระสวดมนต์เสร็จแล้วจึงกระทำพิธีเข้าพรรษา โดยกล่าวอธิษฐานตั้งใจเพื่ออยู่จำพรรษา ตลอดฤดูฝนในวันของท่านที่ตั้งใจจะอยู่

คำกล่าวอธิษฐานพรรษาเป็นภาษาบาลีว่า “อิมัสะมิง อาวาเส อิมัง เตมาสัง วัสสัง อุเปมิ” แปลว่า “ข้าพเจ้าขออยู่จำพรรษาในวัดนี้ ตลอด ๓ เดือน” โดยกล่าวเป็นภาษาบาลีดังนี้ ๓ ครั้ง ต่อจากนั้นพระผู้น้อยก็กระทำสามีกิจกรรม คือ กล่าวขอขมาพระผู้ใหญ่ว่า “ขอขมาโทษที่ได้ล่วงเกินไปทางกาย วาจา ใจ เพราะประมาท”

ส่วนพระผู้ใหญ่ ก็กล่าวตอบว่า ลดโทษให้เป็นอันว่าต่างฝ่ายต่างให้อภัยกัน นับเป็นอันเสร็จพิธีเข้าพรรษาในเวลานั้น ครั้นวันต่อไปพระผู้น้อยก็จะนำดอกไม้ธูปเทียนไปกราบพระเถรานุต่างวัด ผู้ที่ตนเคารพนับถือ

ความเป็นมาของการเข้าพรรษา
ประวัติพิธีเข้าพรรษาของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนามีเรื่องเล่าว่า ในประเทศอินเดียในสมัยโบราณ เมื่อถึงฤดูฝน น้ำมักท่วม ผู้ที่สัญจรไปมาระหว่างเมือง เช่น พวกพ่อค้า ก็หยุดเดินทางไปมาชั่วคราว พวกเดียรถีย์และปริพาชกผู้ถือลัทธิต่าง ๆ ก็หยุดพัก ณ สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งตลอดฤดูฝน ทั้งนี้เพราะการคมนาคมไม่สะดวก ทางเป็นหลุมเป็นโคลน เมื่อเกิดพระพุทธศาสนาแล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกเผยแพร่พระศาสนาต่อไป นับเป็นพุทธจริยาวัตรและในตอนแรกที่ยังมีพระภิกขุสงฆ์ไม่มาก พระภิกขุสงฆ์ปฏิบัติประพฤติตามพระพุทธเจ้า ความครหานินทาใด ๆ ก็ไม่เกิดมีขึ้นจึงไม่ต้องทรงตั้งบัญญัติพิธีอยู่จำพรรษา ครั้นพอพระพุทธศาสนาแผ่ขยายออกไปกว้าง พระภิกขุสงฆ์ได้เพิ่มปริมาณเพิ่มขึ้น

วันหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์ มีพระภิกขุ ๖ รูป ฉัพพัคคีย์ แม้เมื่อถึงฤดูฝน ก็ยังพากันจาริกไปมา เที่ยวเหยียบย่ำข้าวกล้าหญ้าระบัด และสัตว์เล็กสัตว์น้อยให้เกิดความเสียหายและตายไป ประชาชนจึงพากันติเตียนว่าไฉนพระสมณศากยบุตรจึงเที่ยวไปมาอยู่ทุกฤดูกาล พากันเหยียบย่ำข้าวกล้าและต้นไม้ตลอดจนทั้งสัตว์หลายตายจำนวนมาก แม้พวกเดียรถีย์และปริพาชก ก็ยังหยุดพักในฤดูฝนหรือจนแม้แต่นกก็ยังรู้จักทำรังเพื่อพักหลบฝน เมื่อความเรื่องนี้ทราบถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงบัญญัติเป็นธรรมเนียมให้พระภิกษุสงฆ์อยู่จำพรรษาในที่แห่งเดียวตลอด 3 เดือน คือ ตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำเดือน ๘ ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ ห้ามมิให้พระภิกษุเที่ยวไปค้างคืนที่อื่น หากมีธุระกิจเป็นอันชอบด้วยพระวินัย จึงไปได้ด้วยการทำสัตตาหกรณียะ คือต้องกลับมาที่พักเดิมภายใน ๗ วัน นอกจากนั้นห้ามเด็ดขาด และปรับอาณัติแก่ผู้ฝ่าฝืนล่วงละเมิดพระบัญญัติพิธีการปฏิบัติในวันเข้าพรรษา มีความเป็นมาดังกล่าวนี้

ordinationed1

พิธีกรรมของพุทธศาสนิกชน อันเนื่องในวันเข้าพรรษานั้น
พุทธศาสนิกชนมีการกระทำบุญตักบาตรกัน ๓ วัน คือวันขึ้น ๑๔ – ๑๕ ค่ำ และวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ และขนมที่นิยมทำกันในวันเข้าพรรษาได้แก่ ขนมเทียน และท่านสาธุชนที่มีความเคารพนับถือพระภิกษุวัดใด ก็จัดเครื่องสักการะ เช่น น้ำตาล น้ำอ้อย สบู่ แปรง ยาสีฟัน พุ่มเทียน เป็นต้น นำไปถวายพระภิกษุวัดนั้น ยังมีสิ่งสักการะบูชาที่พุทธศาสนิกชนนิยมกระทำกันเป็นงานบุญน่าสนุกสนานอีกอย่างหนึ่งคือ “เทียนเข้าพรรษา” บางแห่งจะมีการบอกบุญเพื่อร่วมหล่อเทียนแท่งใหญ่ แล้วแห่ไปตั้งในวัดอุโบสถ เพื่อจุดบูชาพระรัตนตรัยตลอด ๓ เดือน การแห่เทียนจำนำพรรษาหรือเทียนเข้าพรรษาจัดเป็นงานเอิกเกริก มีฆ้องกลองประโคมอย่างสนุกสนาน และเทียนนั้นมีการหล่อหรือแกะเป็นลวดลายและประดับตกแต่งกันอย่างงดงาม

เทศการเข้าพรรษานี้ ถือกันว่าเป็นเทศกาลพิเศษ พุทธศาสนิกชนจึง ขะมักเขม้นในการบุญกุศลยิ่งกว่าธรรมดาบางคนตั้งใจรักษาอุโบสถตลอด ๓ เดือน บางคนตั้งใจฟังเทศน์ทุกวันพระตลอดพรรษา มีผู้ตั้งใจทำความดีต่าง พิเศษขึ้น ทั้งมีผู้งดเว้นการกระทำบาปกรรมในเทศกาลเข้าพรรษา และคนอาศัยสาเหตุแห่งเทศกาลเข้าพรรษาตั้งสัตย์ปฏิญาณเลิกละอายมุกและความชั่วสามานย์ต่าง ๆ โดยตลอดไป จึงนับเป็นบุคคลที่ควรได้รับการยกย่องสรรเสริญและได้รับสิ่งอันเป็นมงคล

 

หลักธรรมที่ควรปฏิบัติ
ระหว่างเทศกาลเข้าพรรษานั้น พุทธศาสนิกชนนิยมไปวัด ถวาย ทาน รักษาศีล ฟังธรรมและเจริญจิตภาวนา ซึ่งเป็นการเว้นจากการกระทำความชั่วบำเพ็ญความดีและชำระจิตให้สะอาดแจ่มใสเคร่งครัดยิ่งขึ้น หลักธรรมสำคัญที่สนับสนุน คุณความดีดังกล่าวก็คือ “วิรัติ”คำว่า “วิรัติ” หมายถึงการงดเว้นจากบาป และความชั่วต่าง ๆ จัดเป็นมงคลธรรมข้อหนึ่ง เป็นเหตุนำบุคคลผู้ปฏิบัติตามไปสู่ความสงบสุขปลอดภัยและความเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปวิรัติ การงดเว้นจากบาปนั้น จำแนกออกได้เป็น ๓ ประการ คือ

๑. สัมปัตตวิรัติ ได้แก่การงดเว้นจากบาป ความชั่วและอบายมุขต่าง ๆ ด้วยเกิดความรู้สึกละอาย (หิริ) และเกิดความรู้สึกเกรงกลัวบาป(โอตตัปปะ) ขึ้นมาเอง เช่น บุคคลที่ได้สมาทานศีลไว้ เมื่อถูกเพื่อนคะยั้นคะยอให้ดื่มสุรา ก็ไม่ย่อมดื่มเพราะละอาย และเกรงกลัวต่อบาปว่าไม่ควรที่ชาวพุทธจะกระทำเช่นนั้นในระหว่างพรรษา

๒. สมาทานวิรัติ ได้แก่การงดเว้นจากบาป ความชั่วและอบายมุขต่าง ๆ ด้วยการสมาทานศีล ๕ หรือศีล ๘ จากพระสงฆ์โดยเพียรระมัดระวังไม่ทำให้ศีลขาดหรือด่างพร้อย แม้มีสิ่งยั่วยวนภายนอกมาเร้าก็ไม่หวั่นไหวหรือเอนเอียง

๓. สมุจเฉทวิรัติ ได้แก่การงดเว้นจากบาป ความชั่วและอบายมุขต่าง ๆ ได้อย่างเด็ดขาดโดยตรงเป็นคุณธรรมของพระอริยเจ้า ถึงกระนั้นสมุจเฉทวิรัติ อาจนำมาประยุกต์ใช้กับบุคคลผู้งดเว้นบาปความชั่วและอบายมุขต่าง ๆ ในระหว่างพรรษากาลแล้ว แม้ออกพรรษาแล้วก็มิกลับไปกระทำหรือข้องแวะอีก เช่นกรณีผู้งดเว้นจากการดื่มสุราและสิ่งเสพติดระหว่างพรรษากาล แล้วก็งดเว้นได้ตลอดไป เป็นต้น

อบายมุข นำไปสู่ความหายนะ

——————————————————————————–

บรรณานุกรม
๑. จ. เปรียญ. ประเพณีและพิธีมงคลไทย. ธรรมบรรณาคาร. ๒๕๑๘ กรุงเทพ ฯ.
๒. สมปราชญ์ อัมมะพันธ์. ประเพณีและพิธีกรรมในวรรณคดี. โอ. เอส. พริ้นติ้ง เฮ้า.๒๕๓๖ กรุงเทพ ฯ.
๓. สุเมธ เมธาวิทยกุล. สังกัปพิธีกรรม. พริ้นติ้ง เฮ้า. ๒๕๓๒ . กรุงเทพ ฯ.
๔. แสงฉาย อนงคาราม. อานิสงค์จากพระไตรปิฎก. ส. ธรรมภักดี. กรุงเทพ ฯ.
๕. ประพันธ์ กุลวินิจฉัย เทศกาลและพิธีกรรมทางพุทธศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ ม.มจร กรุงเทพ ฯ.

กลับไปหน้าแรก

ดอกไม้พระราชทาน

เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๖

กองราชเลขา และกองราชพาหนะ ข้าราชบริพารใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราซินีนาถ นำแจกันดอกไม้ที่พสกนิกรได้น้อมนำมาทูลเกล้าถวาย ณ โรงพยาบาลศิริราช ให้นำไปถวายแก่วัดต่างๆแล้วแต่จะเห็นสมควร
ตามพระราชกระแสรับสั่งของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการดังกล่าว วัดบางกร่าง เป็นอีกวัดหนึ่งได้รับมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ ยังความปราบปลื้มปิติยินดีแก่ วัดบางกร่างและชาวตำบลบางกร่างเป็นล้นพ้น ที่ได้รับพระราชทานช่อดอกไม้ในครั้งนี้ จึงได้นำไปบูชาพระประธานในอุโบสถเป็นพุทธบูชา ถวายเป็นพระราชกุศล แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ